TikTok กับกลยุทธ์ PR ครั้งใหญ่ในวอชิงตันเพื่อสู้ศึกแบนแอปในสหรัฐฯ

ก่อนที่ Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok จะต้องขึ้นให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการนำเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencers) หรือผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียลจำนวนมากเดินทางมาพบปะกับนักการเมืองและสื่อมวลชน เพื่อสร้างแรงสนับสนุนและสะท้อนผลกระทบหากแอปพลิเคชันนี้ถูกสั่งห้ามใช้งานในสหรัฐฯ

TikTok ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อาหาร และรถรับส่งสำหรับอินฟลูเอนเซอร์หลายสิบราย รวมถึงผู้ติดตามที่ร่วมเดินทางมาด้วย โดย Jamal Brown โฆษกของบริษัท ยืนยันว่าการสนับสนุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐสภา

การระดมพลสร้างภาพลักษณ์และแรงกดดันทางการเมือง

ในการจัดงานแถลงข่าวภายใต้โดมของอาคารรัฐสภา TikTok ได้คัดเลือกกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีความหลากหลาย ทั้งพยาบาล ศิลปิน นักดนตรี และผู้สนับสนุนด้านสิทธิคนพิการ เพื่อนำเสนอเรื่องราวส่วนตัวที่แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ช่วยสร้างชุมชนและรายได้ให้กับชาวอเมริกันกว่า 150 ล้านคน และธุรกิจขนาดเล็กอีก 5 ล้านแห่ง

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จ้าง Hotline Agency ซึ่งเป็นเอเจนซี่ด้านการสื่อสารสร้างสรรค์จากลอสแอนเจลิส เพื่อช่วยปรับภาพลักษณ์และเล่าเรื่องราวของบริษัทให้ดูเข้าถึงง่ายและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ควบคู่ไปกับการทุ่มงบประมาณด้านการล็อบบี้ (Lobbying) หรือการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของนักการเมือง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

การปรับตัวด้านความปลอดภัยเพื่อลดแรงต้าน

นอกเหนือจากกลยุทธ์ด้าน PR แล้ว TikTok ยังประกาศฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของรัฐบาล โดยเฉพาะการจำกัดเวลาใช้งานสำหรับเด็กให้เหลือเพียง 60 นาทีต่อวัน จากเดิมที่ไม่จำกัด เพื่อลดข้อครหาเรื่องผลกระทบต่อเยาวชน

สรุปกลยุทธ์การรับมือของ TikTok ในสหรัฐฯ
ด้านที่ดำเนินการ วิธีการและรายละเอียด เป้าหมาย
การประชาสัมพันธ์ นำอินฟลูเอนเซอร์มาพบนักการเมืองและจัดแถลงข่าว สร้างกระแสสนับสนุนจากภาคประชาชน
การเมือง ทุ่มงบกว่า 10 ล้านดอลลาร์จ้างล็อบบี้ยิสต์ โน้มน้าวผู้มีอำนาจในสภาคองเกรส
ผลิตภัณฑ์ จำกัดเวลาใช้งานเด็กเหลือ 60 นาที/วัน ลดความกังวลด้านสุขภาพจิตและเยาวชน
การสื่อสาร จ้าง Hotline Agency ปรับการเล่าเรื่อง เปลี่ยนภาพลักษณ์บริษัทเทคโนโลยีให้ดูเป็นมิตร

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความกังวลหลัก: สหรัฐฯ หวั่นเกรงว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) อาจใช้ TikTok ในการจารกรรมข้อมูลหรือแทรกแซงการเลือกตั้ง
  • สถานะปัจจุบัน: TikTok ถูกสั่งห้ามติดตั้งในอุปกรณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และเผชิญกับร่างกฎหมายที่อาจนำไปสู่การแบนทั่วประเทศ
  • มุมมองที่แตกต่าง: สมาชิกสภาบางส่วนมองว่าการมุ่งเป้าไปที่ TikTok เป็นเรื่องของความกลัวชาวจีน (Xenophobia) และควรออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มรวมถึง Meta และ Google
  • ผลลัพธ์การให้การ: สมาชิกสภาบางราย เช่น Marc Veasey มองว่าคำตอบของซีอีโอ Shou Zi Chew มีลักษณะเลี่ยงบาลีและขาดความโปร่งใส

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องการแบน TikTok?

รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ โดยเชื่อว่าโครงสร้างความเป็นเจ้าของของ TikTok อาจทำให้รัฐบาลจีนเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ชาวอเมริกัน หรือใช้แพลตฟอร์มนี้ในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

TikTok ทำอย่างไรเพื่อโน้มน้าวนักการเมือง?

บริษัทใช้การผสมผสานระหว่างการจ้างล็อบบี้ยิสต์มืออาชีพ การจ้างเอเจนซี่ PR และการนำผู้ใช้งานจริง (อินฟลูเอนเซอร์) มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าแอปนี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของคนอเมริกัน

มีนักการเมืองที่สนับสนุน TikTok หรือไม่?

มีนักการเมืองบางส่วน เช่น ส.ส. Jamaal Bowman ที่มองว่าการโจมตี TikTok เป็นการเลือกปฏิบัติ และเสนอว่าควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการออกกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่บังคับใช้กับทุกบริษัทเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม

การจำกัดเวลาใช้งานเด็กช่วยอะไรได้บ้าง?

เป็นการลดแรงกดดันจากกลุ่มผู้ปกครองและนักการเมืองที่กังวลว่าอัลกอริทึมของ TikTok ทำให้เด็กเสพติดและส่งผลเสียต่อพัฒนาการ โดยการจำกัดเวลาให้เหลือ 60 นาทีต่อวันเป็นความพยายามแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท