Tesla Model 3 กับช่องโหว่ Relay Attack แม้มีระบบ Ultra-Wideband
ในโลกของการโจรกรรมรถยนต์สมัยใหม่ เทคนิคที่เรียกว่า Relay Attack หรือการโจมตีแบบส่งต่อสัญญาณ ได้กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่เปรียบเสมือนการ "ต่อสายตรง" เพื่อสตาร์ทรถในยุคดิจิทัล ซึ่งช่วยให้หัวขโมยสามารถขโมยรถยนต์ได้หลากหลายรุ่นอย่างง่ายดายด้วยอุปกรณ์ราคาถูก
ล่าสุดมีความเชื่อว่าการนำเทคโนโลยี Ultra-Wideband (UWB) หรือระบบสื่อสารไร้สายความถี่กว้างพิเศษ ซึ่งมีความสามารถในการระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำสูง (เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Apple AirTags) มาใช้ในระบบ Keyless Entry ของรถยนต์หรูรวมถึง Tesla Model 3 รุ่นใหม่ จะเป็นคำตอบในการปิดช่องโหว่นี้ แต่ผลการทดสอบล่าสุดกลับพบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อเทคโนโลยีล้ำสมัยยังไม่เพียงพอต่อการป้องกัน
ทีมนักวิจัยจาก GoGoByte บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยานยนต์จากปักกิ่ง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า Tesla Model 3 รุ่นล่าสุดยังคงตกเป็นเหยื่อของ Relay Attack ได้ โดยใช้เพียงอุปกรณ์วิทยุราคาไม่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการปลดล็อกรถได้ทันที
ความน่ากังวลคือ ระบบ Keyless Entry ของ Tesla ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปลดล็อกประตู แต่ยังควบคุมระบบ Immobilizer (ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต) ด้วย ซึ่งหมายความว่าแฮ็กเกอร์สามารถปลดล็อกและขับรถออกไปได้ภายในไม่กี่วินาที หากเจ้าของรถไม่ได้เปิดใช้งานฟีเจอร์ PIN-to-drive ซึ่งเป็นระบบที่ต้องกรอกรหัส 4 หลักก่อนเริ่มขับขี่

Relay Attack ทำงานอย่างไร?
หลักการของ Relay Attack คือการหลอกให้รถยนต์เชื่อว่ากุญแจรีโมทหรือสมาร์ทโฟนที่มีแอปพลิเคชันปลดล็อกรถอยู่ใกล้กับตัวรถ โดยแฮ็กเกอร์จะใช้อุปกรณ์สองตัว ตัวหนึ่งวางไว้ใกล้กับกุญแจจริง (ซึ่งอาจอยู่ในบ้านหรือในกระเป๋าของเจ้าของที่ยืนต่อแถวในคาเฟ่) และอีกตัววางไว้ข้างรถเป้าหมาย เพื่อส่งต่อสัญญาณจากกุญแจไปยังรถยนต์
ด้วยวิธีนี้ รถจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติแม้ว่าเจ้าของกุญแจจะอยู่ห่างออกไปหลายสิบหรือหลายร้อยฟุต จนทำให้เจ้าของรถบางรายต้องหันไปใช้ Faraday bags (ถุงป้องกันสัญญาณวิทยุ) หรือแม้แต่การนำกุญแจไปแช่ในช่องฟรีซเพื่อตัดสัญญาณ
ความจริงเกี่ยวกับ Ultra-Wideband ใน Tesla
เดิมที Tesla เคยระบุในเอกสารที่ยื่นต่อ FCC ว่าจะใช้ UWB เพื่อวัดระยะทางแบบ Time of Flight (การวัดเวลาที่สัญญาณเดินทาง) ซึ่งควรจะป้องกัน Relay Attack ได้เพราะระบบจะรู้ว่ากุญแจอยู่ห่างเกินไป แต่ทีม GoGoByte พบว่า Tesla Model 3 ยังคงยอมรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ในระยะ 15 ฟุต ซึ่งเป็นช่องทางที่แฮ็กเกอร์ใช้โจมตี
ทางด้าน Tesla ได้ชี้แจงว่าพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทกำลังพัฒนาความเสถียรของระบบ UWB และจะเริ่มบังคับใช้การตรวจสอบระยะทาง (UWB ranging) เพื่อความปลอดภัยเมื่อการพัฒนาดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์
| ฟีเจอร์ | สถานะปัจจุบัน | ประสิทธิภาพการป้องกัน Relay Attack |
|---|---|---|
| Ultra-Wideband (UWB) | ติดตั้งฮาร์ดแวร์แล้ว / กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ | ยังไม่สามารถป้องกันได้สมบูรณ์ |
| Bluetooth Key | ใช้งานเป็นหลัก | มีความเสี่ยงสูงต่อการถูก Relay Attack |
| PIN-to-drive | ตัวเลือกเสริม (ต้องเปิดใช้งานเอง) | ป้องกันการขับขี่ได้เด็ดขาด |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Relay Attack ยังคงใช้งานได้กับ Tesla Model 3 รุ่นล่าสุด แม้จะมีฮาร์ดแวร์ UWB
- การโจมตีทำได้ผ่านสัญญาณ Bluetooth ในระยะประมาณ 15 ฟุตรอบตัวกุญแจหรือโทรศัพท์
- PIN-to-drive เป็นปราการด่านสุดท้ายที่ป้องกันไม่ให้รถถูกขับออกไปได้
- ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่ใช้ UWB บางรายก็ยังมีช่องโหว่ในลักษณะเดียวกัน
- Tesla สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air (OTA) ในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ Ultra-Wideband (UWB) คืออะไร?
คือเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่สามารถวัดระยะทางและตำแหน่งระหว่างอุปกรณ์สองเครื่องได้อย่างแม่นยำสูงกว่า Bluetooth หรือ Wi-Fi ทั่วไป
ทำไม UWB ถึงยังป้องกันการขโมยรถใน Tesla ไม่ได้?
เนื่องจาก Tesla ยังไม่ได้เปิดใช้งานฟังก์ชันการตรวจสอบระยะทาง (Ranging) เพื่อความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยระบุว่าอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงความเสถียรของระบบ
วิธีป้องกันรถ Tesla จากการถูกขโมยที่ดีที่สุดในตอนนี้คืออะไร?
ควรเปิดใช้งานฟีเจอร์ PIN-to-drive เพื่อให้รถเรียกถามรหัสผ่าน 4 หลักก่อนที่จะสามารถขับเคลื่อนรถได้
Relay Attack สามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ใดบ้าง?
เกิดขึ้นได้เมื่อหัวขโมยนำอุปกรณ์รับสัญญาณไปวางใกล้กุญแจของคุณ (เช่น ในบ้านขณะที่คุณหลับ หรือขณะที่คุณยืนอยู่ในร้านกาแฟ) และส่งสัญญาณนั้นไปยังรถที่จอดอยู่ด้านนอก
การใช้ถุง Faraday ช่วยได้จริงหรือไม่?
ช่วยได้จริง เนื่องจากถุง Faraday ถูกออกแบบมาเพื่อบล็อกสัญญาณวิทยุทุกชนิด ทำให้แฮ็กเกอร์ไม่สามารถดึงสัญญาณจากกุญแจเพื่อนำไปส่งต่อให้รถได้
