Super Mario Odyssey การผจญภัยครั้งใหม่ที่ฉีกกฎเดิมแต่ยังคงความสนุกระดับตำนาน

หากจะพูดถึงตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเกมจาก Nintendo คงไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าซีรีส์ Super Mario Bros. แม้ว่าภาพลักษณ์ของตัวละครหลักอย่างมาริโอจะดูไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริง ทุกภาคที่ปล่อยออกมาจะมีการปรับเปลี่ยนสูตรสำเร็จทีละน้อยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพลังใหม่ๆ ในภาค 3, การรื้อระบบการออกแบบด่านใน Super Mario World หรือการนำระบบสำรวจโลกกว้างมาใช้ใน Super Mario 64

สำหรับ Super Mario Odyssey ผลงานล่าสุดนี้ก็ยังคงเดินตามรอยความสร้างสรรค์นั้น โดยเป็นการนำสูตรความสำเร็จที่ขัดเกลามานานหลายทศวรรษมาผสมผสานใหม่ได้อย่างน่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

วิวัฒนาการของการสำรวจโลกกว้างแบบ Open-Exploration

ตัวเกมในภาค Odyssey คือการต่อยอดจากระบบ Open-Exploration Platforming (การเล่นเกมแนวกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางในโลกเปิด) ที่เคยสร้างชื่อไว้ในภาค Sunshine และ Mario 64 ผู้เล่นจะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการท่องไปในโลกที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ โดยสามารถเลือกได้เองว่าจะดำเนินเนื้อเรื่องต่อเมื่อใด ผ่านการตามหาไอเทมสะสมและพิชิตคำท้าต่างๆ

จุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ขนาดของโลกในภาคนี้ที่กว้างใหญ่ขึ้นมาก และแต่ละดินแดนยังมีสไตล์การออกแบบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

Article image

ความแปลกตาที่ลงตัวในโลกที่แตกต่าง

ในช่วงแรก ผู้เล่นอาจรู้สึกขัดตาเล็กน้อยเมื่อเห็นมาริโอใน New Donk City ซึ่งเป็นมหานครที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า รูปร่างที่เตี้ยและป้อมของมาริโอทำให้เขาดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัด จนนำไปสู่คำถามที่ว่าจริงๆ แล้วมาริโอเป็นมนุษย์หรือไม่ ซึ่งทางตัวแทนจาก Nintendo ระบุว่าเขาเป็นชาวเมืองดั้งเดิมของ Mushroom Kingdom (อาณาจักรเห็ด)

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ใน Super Mario Odyssey แต่ละโลกจะถูกเรียกว่า "อาณาจักร" (Kingdom) ซึ่งการที่มาริโอมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่เข้ากับบางสถานที่นั้นเป็นความตั้งใจในการออกแบบเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าดินแดนเหล่านั้นมีความแปลกถิ่นและแตกต่างจากบ้านเกิดของเขาอย่างสิ้นเชิง

Article image

ความกล้าในการออกแบบนี้เปิดโอกาสให้ Nintendo สามารถพามาริโอไปยังสถานที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องยึดติดกับธีมหรือสุนทรียภาพแบบเดิมๆ ของค่ายอีกต่อไป

Image 2

ระบบเกมเพลย์: การผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและนวัตกรรม

แม้ภาพลักษณ์จะเปลี่ยนไป แต่หัวใจหลักของเกมยังคงเป็น Mario อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะใน New Donk City ที่ตึกระฟ้าถูกออกแบบมาให้เป็นสนามเด็กเล่นสำหรับการกระโดดแบบ 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดไต่กำแพง (Wall-jump) ตามนั่งร้าน หรือการปีนเสาไฟฟ้าเพื่อขึ้นไปยังดาดฟ้า

เป้าหมายหลักของผู้เล่นคือการเก็บเหรียญและตามหา "Moon" (ดวงจันทร์) ซึ่งเป็นไอเทมสำคัญที่ใช้เป็นพลังงานให้กับ Odyssey ซึ่งเป็นเรือเหาะคู่ใจของมาริโอ

Article image

พลังใหม่จากหมวกคู่ใจ

สิ่งที่ทำให้ภาคนี้โดดเด่นคือการเปลี่ยนหมวกของมาริโอให้กลายเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ โดยมีความสามารถดังนี้:

  • การโจมตีและเก็บของ: ขว้างหมวกเพื่อจัดการศัตรูหรือเก็บเหรียญ
  • สร้างแท่นกระโดดชั่วคราว: หากกดปุ่มขว้างค้างไว้ หมวกจะถูกตรึงไว้ในอากาศ ให้มาริโอกระโดดเหยียบเพื่อขึ้นไปยังที่สูงหรือป้องกันการตกจากที่สูง
  • ระบบ Capture: ความสามารถในการขว้างหมวกเพื่อ "เข้าสิง" หรือควบคุมร่างของศัตรูและวัตถุ ซึ่งมาแทนที่ระบบ Power-up แบบเดิม เช่น แทนที่จะใส่ชุด Bullet-bill มาริโอสามารถควบคุม Bullet-bill เพื่อบินข้ามฉากได้โดยตรง หรือแม้แต่การเข้าสิงเสาสปริงเพื่อดีดตัวไปข้างหน้า
Article image

การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมในโลกสมัยใหม่

แม้จะมีความแปลกใหม่มากมาย แต่ DNA ของซีรีส์ยังคงอยู่ครบถ้วน บางช่วงของเกมมีการปรับมุมมองให้เป็นแบบ 2 มิติ โดยใช้กราฟิกแบบ 8-bit จากเครื่อง NES เพื่อให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นแบบดั้งเดิม

ในด้านงานภาพ เกมมีการผสมผสานระหว่างความสมจริงและความเป็นคาร์ตูน เช่น Metro Kingdom และ Forest Kingdom ที่มีความละเอียดลออและดูสมจริง ในขณะที่ Sand Kingdom ยังคงความสดใสและดูเป็นแนวการ์ตูนเหมือนในภาค Super Mario Sunshine

Image 3
สรุปข้อมูลสำคัญของ Super Mario Odyssey
หัวข้อ รายละเอียด
แพลตฟอร์ม Nintendo Switch
วันวางจำหน่าย 27 ตุลาคม
ระบบเด่น Capture (การเข้าสิงศัตรู/วัตถุ) และการใช้หมวกเป็นแท่นกระโดด
เป้าหมายหลัก สะสม Moon เพื่อขับเคลื่อนเรือเหาะ Odyssey
รูปแบบการเล่น 3D Platformer แบบ Open-Exploration และมีบางส่วนเป็น 2D 8-bit

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ระบบ Capture: เปลี่ยนจากการใช้ชุดเปลี่ยนพลัง เป็นการควบคุมร่างศัตรูโดยตรง
  • โลกในเกม: แบ่งเป็น "อาณาจักร" (Kingdoms) ที่มีสไตล์ภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจน
  • การสำรวจ: เน้นอิสระในการเลือกทำภารกิจและเก็บไอเทมสะสม
  • ความหลากหลาย: มีการผสมผสานทั้งกราฟิกสมัยใหม่และสไตล์ 8-bit ยุคคลาสสิก

คำถามที่พบบ่อย

Super Mario Odyssey แตกต่างจากภาคก่อนๆ อย่างไร?

แตกต่างที่ระบบการสำรวจโลกที่กว้างขึ้น และการนำระบบ Capture มาใช้แทน Power-up แบบเดิม ทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมศัตรูเพื่อใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการผ่านด่านได้

ระบบ Capture ทำงานอย่างไร?

มาริโอจะขว้างหมวกใส่ศัตรูหรือวัตถุที่กำหนด เพื่อเข้าควบคุมร่างนั้นๆ เช่น การสิง Bullet-bill เพื่อบิน หรือสิงเสาสปริงเพื่อดีดตัว

ไอเทม "Moon" มีไว้เพื่ออะไร?

Moon เป็นไอเทมสะสมหลักในเกม ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเรือเหาะ Odyssey เพื่อเดินทางไปยังอาณาจักรต่างๆ

เกมนี้ยังมีกลิ่นอายของ Mario ยุคเก่าหรือไม่?

มีอย่างแน่นอน โดยตัวเกมมีการใส่ฉากการเล่นแบบ 2 มิติที่ใช้กราฟิก 8-bit แบบเครื่อง NES เพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นของซีรีส์

มาริโอในภาคนี้ดูแปลกไปจากเดิมหรือไม่?

ในด้านรูปลักษณ์ยังคงเดิม แต่เมื่อนำไปวางในสภาพแวดล้อมที่สมจริงขึ้นอย่าง New Donk City จะทำให้มาริโอดูมีลักษณะที่โดดเด่นและแปลกตา ซึ่งเป็นความตั้งใจในการออกแบบให้ดูเป็นคนต่างถิ่น