Snapdragon 8 Gen 1 เจาะลึกประสิทธิภาพชิปเซ็ตตัวแรงรุ่นล่าสุดจาก Qualcomm
Qualcomm ได้เปิดตัว Snapdragon 8 Gen 1 ชิปเซ็ตเรือธงรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟน แม้ว่าในด้านตัวเลขการทดสอบประสิทธิภาพ (Benchmark) จะดูเหมือนเป็นการพัฒนาขึ้นเพียงเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Snapdragon 888 แต่ชิปตัวนี้กลับมีความน่าสนใจในด้านการประยุกต์ใช้งานจริงที่หลากหลายมากขึ้น
จากการทดสอบด้วยอุปกรณ์อ้างอิง (Reference Device) ในงาน Snapdragon Summit พบว่าประสิทธิภาพโดยรวมมีการขยับขึ้น ซึ่งอาจไม่หวือหวาเท่ากับที่ Qualcomm เคยประกาศไว้ว่า CPU จะเร็วขึ้น 20% และ GPU จะดีขึ้น 30% แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน
สเปกทางเทคนิคของอุปกรณ์ทดสอบ
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ Snapdragon 8 Gen 1 ได้ชัดเจนขึ้น อุปกรณ์ที่นำมาใช้ทดสอบมีรายละเอียดสเปกดังนี้:
- หน้าจอ: ความละเอียด 1080p พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 144Hz
- หน่วยความจำ (RAM): 8GB แบบ LPDDR5
- พื้นที่จัดเก็บข้อมูล: 512GB แบบ UFS 3.1
- โครงสร้าง CPU: ประกอบด้วย Cortex-X2 (Prime Core) ความเร็ว 3GHz, Cortex-A710 จำนวน 3 คอร์ ความเร็ว 2.5GHz และ Cortex-A510 จำนวน 4 คอร์ ความเร็ว 1.8GHz พร้อม L3 Cache ขนาด 6MB
เมื่อเปรียบเทียบกับ Snapdragon 888 ที่ใช้สถาปัตยกรรม Cortex-X1, A78 และ A55 จะเห็นได้ว่ามีการอัปเกรดโครงสร้างภายในอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าผลลัพธ์จากการทดสอบบางตัวจะยังไม่ทิ้งห่างกันมากนัก
การประชันประสิทธิภาพ: Qualcomm vs Apple
ในการทดสอบเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง iPhone 12, iPhone 13 รวมถึง Samsung Galaxy S21 Ultra ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าสนใจดังนี้:
พลังการประมวลผล CPU
จากการทดสอบด้วย Geekbench ในส่วนของ Multicore ซึ่งใช้วัดพลังการประมวลผลของ CPU พบว่า Snapdragon 8 Gen 1 ทำคะแนนได้สูงกว่า Galaxy S21 Ultra ประมาณ 15% และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ iPhone 12 แต่ยังคงตามหลัง iPhone 13 อยู่พอสมควร
การท่องเว็บและการใช้งานเบราว์เซอร์
เมื่อทดสอบผ่าน Basemark Web ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการทำงานบนเบราว์เซอร์ ชิปตัวใหม่นี้ทำผลงานได้ดีกว่าชิป Qualcomm รุ่นก่อนๆ แต่ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับความเร็วของ iPhone 13 ได้
กราฟิกและการประมวลผล GPU
จุดที่ Snapdragon 8 Gen 1 โดดเด่นที่สุดคือ GPU Adreno รุ่นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานผ่าน Vulkan API (อินเทอร์เฟซโปรแกรมประยุกต์ที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์สื่อสารกับฮาร์ดแวร์กราฟิกได้มีประสิทธิภาพขึ้น) ซึ่งผลการทดสอบจาก GFXBench ในโหมด Offscreen พบว่าทำคะแนนได้สูงกว่าทั้งสมาร์ทโฟนจาก Apple และ Qualcomm รุ่นก่อนหน้า โดย Qualcomm ระบุว่ามีการปรับแต่งเพื่อ Vulkan โดยเฉพาะ ซึ่งอาจเห็นการพัฒนาขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
| หัวข้อการทดสอบ | ผลลัพธ์เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน/คู่แข่ง | จุดเด่น/ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| CPU (Multicore) | ดีกว่า S21 Ultra 15% / ใกล้เคียง iPhone 12 | ยังตามหลัง iPhone 13 |
| Web Browsing | ดีกว่าชิป Qualcomm รุ่นเดิม | ยังไม่สามารถสู้ iPhone 13 ได้ |
| GPU (Vulkan API) | สูงกว่า Apple และ Qualcomm รุ่นก่อน | โดดเด่นที่สุดในด้านกราฟิก |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เน้นการใช้งานจริง: Qualcomm มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฟีเจอร์ด้าน AI, ระบบกล้อง และโมเด็ม มากกว่าการทำตัวเลข Benchmark ให้สูงเพียงอย่างเดียว
- การแก้เกมในอนาคต: Qualcomm ได้เข้าซื้อกิจการ Nuvia (สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกร Apple) เพื่อพัฒนาชิปเซ็ตที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มส่งตัวอย่างให้ลูกค้าในช่วงปลายปี 2022
- สถานะปัจจุบัน: ในด้านการคำนวณพื้นฐาน (Raw Performance) Qualcomm ยังคงตามหลังชิปตระกูล M1 ของ Apple ในการเปลี่ยนผ่านสู่สถาปัตยกรรม ARM บน PC
- ข้อควรระวัง: อุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบยังเป็นรุ่นต้นแบบที่ยังไม่ได้รับการปรับแต่ง (Un-optimized) ทำให้พบปัญหาบั๊กและการค้างในบางครั้ง ซึ่งคาดว่าในผลิตภัณฑ์จริงอย่าง Samsung Galaxy S22 หรือ OnePlus 10 จะทำงานได้เสถียรและมีประสิทธิภาพดีกว่านี้
คำถามที่พบบ่อย
Snapdragon 8 Gen 1 แรงกว่า Snapdragon 888 มากแค่ไหน?
ในด้านโครงสร้างมีการอัปเกรดคอร์ประมวลผลใหม่ทั้งหมด และมีประสิทธิภาพ CPU สูงกว่ารุ่นเดิมประมาณ 15% ในการทดสอบ Multicore รวมถึงมี GPU ที่ทรงพลังขึ้นอย่างมากเมื่อใช้ Vulkan API
ทำไมคะแนน Benchmark ถึงยังตามหลัง iPhone 13?
เนื่องจาก Apple มีการออกแบบชิปเซ็ตที่เน้นประสิทธิภาพการประมวลผลดิบ (Raw Power) ที่สูงมาก ซึ่ง Qualcomm ยอมรับในจุดนี้และกำลังแก้ไขด้วยการนำเทคโนโลยีจาก Nuvia มาปรับใช้ในอนาคต
จุดเด่นที่สุดของ Snapdragon 8 Gen 1 คืออะไร?
คือประสิทธิภาพด้านกราฟิก (GPU Adreno) ที่ปรับแต่งมาเพื่อ Vulkan API โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผลกราฟิกขั้นสูงทำได้ดีเยี่ยม รวมถึงการพัฒนาด้าน AI และระบบกล้อง
เราจะเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงได้เมื่อไหร่?
ประสิทธิภาพที่แท้จริงจะปรากฏในสมาร์ทโฟนรุ่นที่วางจำหน่ายจริง เช่น Samsung Galaxy S22 และ OnePlus 10 ซึ่งจะมีการปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ได้สมบูรณ์กว่าอุปกรณ์ทดสอบ
