Ransomware ปี 2023 ทุบสถิติยอดเรียกค่าไถ่พุ่งสูงกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์

ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายเคยมีความหวังว่าสงครามระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และแก๊งเรียกค่าไถ่ดิจิทัล หรือ Ransomware (มัลแวร์ที่เข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกเงินแลกกับการปลดล็อก) กำลังจะสิ้นสุดลง เนื่องจากในปี 2022 พบว่าจำนวนบริษัทที่ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ลดน้อยลง ประกอบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นและการกวาดล้างจากเจ้าหน้าที่รัฐทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวกลับเป็นเพียงช่วงพักสั้นๆ เพราะในปี 2023 อาชญากรรมไซเบอร์ประเภทนี้ได้กลับมาทวีความรุนแรงและสร้างกำไรมหาศาลยิ่งกว่าเดิม จนกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการก่ออาชญากรรมที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุด

สถิติที่น่าตกใจ: เมื่อปี 2023 กลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุด

ข้อมูลล่าสุดจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบน Blockchain (ระบบบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่ใช้ในสกุลเงินดิจิทัล) ระบุว่า ยอดการชำระเงินค่าไถ่ในปี 2023 พุ่งสูงเกิน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา และเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2022 ที่มียอดชำระอยู่ที่ 567 ล้านดอลลาร์

Jackie Burns Koven ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยคุกคามจาก Chainalysis เปรียบเทียบว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเหมือนกับการกลับไปสู่ช่วงการโจมตีอย่างหนักหน่วงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปี 2020-2021 โดยครั้งนี้เหล่าอาชญากรไซเบอร์ทำงานกันอย่างดุดันและไร้ความปรานี

Graph

วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ยอดความเสียหายพุ่งสูง

แม้ว่าแนวโน้มการยอมจ่ายเงินของเหยื่อจะลดลง โดยข้อมูลจาก Coveware ระบุว่าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 มีเหยื่อเพียง 29% ที่ยอมจ่ายค่าไถ่ (ลดลงอย่างมากจาก 70-80% ในช่วงปี 2019-2020) แต่ยอดรวมของเงินที่แฮกเกอร์ได้รับกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยดังนี้:

  • จำนวนการโจมตีที่เพิ่มขึ้น: Record Future พบการโจมตีถึง 4,399 ครั้งในปี 2023 ซึ่งมากกว่าปี 2022 ที่มี 2,581 ครั้ง และปี 2021 ที่มี 2,866 ครั้ง
  • กลยุทธ์ Big Game Hunting: แฮกเกอร์เปลี่ยนเป้าหมายไปที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีกำลังจ่ายสูงและไม่สามารถทนต่อการหยุดชะงักของระบบได้ ส่งผลให้ธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนถึง 75% ของยอดรวมทั้งหมดในปี 2023
  • แรงจูงใจด้านกำไร: ความสำเร็จในการเรียกค่าไถ่ที่ปรากฏเป็นข่าว กลายเป็นเหมือนการโฆษณาที่ดึงดูดแฮกเกอร์หน้าใหม่ให้เข้ามาในวงการนี้มากขึ้น
สรุปเปรียบเทียบสถิติ Ransomware ปี 2022 และ 2023
หัวข้อเปรียบเทียบ ปี 2022 ปี 2023
ยอดรวมการจ่ายค่าไถ่ (โดยประมาณ) 567 ล้านดอลลาร์ 1.1 พันล้านดอลลาร์
จำนวนครั้งที่เกิดการโจมตี 2,581 ครั้ง 4,399 ครั้ง
สัดส่วนการจ่ายค่าไถ่ของเหยื่อ สูงกว่าปี 2023 ลดลงเหลือ 29% (ไตรมาส 4)

บทเรียนจากอดีตและการปรับตัวของอาชญากร

หากย้อนกลับไปในปี 2022 ยอดการชำระเงินที่ลดลงถูกมองว่าเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งทำให้กลุ่มแฮกเกอร์ชาวรัสเซียและยูเครนเกิดความแตกแยก เช่น กรณีของกลุ่ม Conti ที่ล่มสลายลงหลังจากสมาชิกมีความเห็นต่างกันเรื่องสงคราม ซึ่งสมาชิกบางส่วนย้ายไปรวมตัวกันในกลุ่ม Hive ก่อนจะถูก FBI แทรกซึมและขโมยคีย์ถอดรหัสข้อมูล ช่วยป้องกันความเสียหายได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์

แต่ในปี 2023 เราได้เห็นการโจมตีรูปแบบใหม่ที่รุนแรงขึ้น เช่น กลุ่ม Cl0p ที่ใช้ช่องโหว่ของแอปพลิเคชัน MOVEit โจมตีเป้าหมายมูลค่าสูง ทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทการแพทย์ ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 62 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กลุ่มแฮกเกอร์มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์เพียงกลุ่มเดียว

Image 9

การต่อสู้ในสมรภูมิการเงินดิจิทัล

แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามกวาดล้าง Mixers (บริการที่ใช้ผสมเหรียญดิจิทัลเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน) และกระดานเทรดที่ผิดกฎหมายเพื่อสกัดกั้นการฟอกเงิน แต่เหล่าอาชญากรก็ปรับตัวด้วยการหาวิธีฟอกเงินแบบใหม่ หรือยอมถือครองเหรียญดิจิทัลที่ "สกปรก" ไว้นานหลายปีก่อนจะเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอายัด

ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้างอุปสรรคในกระบวนการฟอกเงินและการเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินสด รวมถึงการที่เหยื่อรีบแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้สามารถติดตามและระงับการโอนเงินได้ทันท่วงที

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ปี 2023 เป็นปีที่มีการจ่ายค่าไถ่ Ransomware สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (1.1 พันล้านดอลลาร์)
  • จำนวนการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2,581 ครั้ง เป็น 4,399 ครั้ง ภายในปีเดียว
  • แฮกเกอร์เน้นกลยุทธ์ "Big Game Hunting" โดยมุ่งเป้าไปที่องค์กรขนาดใหญ่ที่จ่ายหนัก
  • กลุ่ม Cl0p สร้างความเสียหายมหาศาลผ่านช่องโหว่ของ MOVEit กระทบผู้คนกว่า 62 ล้านคน
  • การกวาดล้างการฟอกเงินทำให้แฮกเกอร์ต้องปรับตัวและถือครองเงินดิจิทัลไว้นานขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมยอดรวมค่าไถ่ถึงเพิ่มขึ้น ทั้งที่จำนวนเหยื่อที่ยอมจ่ายลดลง?

เป็นเพราะจำนวนการโจมตีโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นมาก และแฮกเกอร์เปลี่ยนเป้าหมายไปที่องค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถจ่ายเงินจำนวนมหาศาลได้ในครั้งเดียว (Big Game Hunting) ทำให้ยอดเงินรวมพุ่งสูงขึ้นแม้สัดส่วนผู้จ่ายจะลดลง

Big Game Hunting คืออะไร?

คือกลยุทธ์การเลือกเหยื่ออย่างเจาะจง โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรที่มีความสำคัญสูง ไม่สามารถหยุดการทำงานของระบบได้ และมีฐานะทางการเงินที่สามารถจ่ายค่าไถ่จำนวนมาก (มักจะเกิน 1 ล้านดอลลาร์) เพื่อแลกกับข้อมูลคืน

การกวาดล้างของเจ้าหน้าที่รัฐได้ผลหรือไม่?

ได้ผลในระดับหนึ่ง เช่น การทลายกลุ่ม Hive ที่ช่วยป้องกันเงินค่าไถ่ได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้แฮกเกอร์พัฒนาวิธีการฟอกเงินที่ซับซ้อนขึ้นและระมัดระวังตัวมากขึ้น

ทำไมการแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็วถึงสำคัญ?

เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่และบริษัทติดตามธุรกรรมบน Blockchain สามารถระบุเส้นทางการเงินและประสานงานเพื่อระงับหรืออายัดเงินดิจิทัลก่อนที่อาชญากรจะนำไปฟอกเป็นเงินสดได้สำเร็จ