Ransomware ปี 2023 กลับมาพุ่งสูงขึ้น พร้อมกลยุทธ์ข่มขู่ที่รุนแรงกว่าเดิม

หลังจากที่โลกได้เห็นสัญญาณการลดลงของการโจมตีด้วย Ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือซอฟต์แวร์ที่ล็อกข้อมูลเพื่อเรียกเงินแลกกับการปลดล็อก) ในปี 2022 แต่ดูเหมือนว่าแนวโน้มดังกล่าวจะพลิกกลับอย่างรวดเร็วในปี 2023 เมื่อสถิติการโจมตีและยอดการจ่ายเงินค่าไถ่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งอย่างน่าตกใจ

ข้อมูลจาก Chainalysis บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 เพียง 6 เดือน เหยื่อถูกเรียกเก็บเงินไปแล้วถึง 449.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบจะเท่ากับยอดรวมทั้งปีของปี 2022 ที่ไม่ถึง 500 ล้านดอลลาร์ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ คาดการณ์ว่ายอดรวมในปี 2023 อาจพุ่งสูงถึง 898.6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีรายได้จากการเรียกค่าไถ่สูงที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากปี 2021 ที่มียอดสูงถึง 939.9 ล้านดอลลาร์

การปรับกลยุทธ์ที่ดุดันและไร้ความปรานี

ไม่เพียงแต่จำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มแฮกเกอร์ยังเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีความก้าวร้าวมากขึ้น โดยหันมาใช้เทคนิคการข่มขู่ที่รุนแรง เช่น การนำข้อมูลที่ขโมยมาได้ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อกดดันเหยื่อ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ซึ่งแฮกเกอร์ได้ส่งอีเมลหาเหล่านักศึกษาโดยตรง เพื่อแจ้งว่าได้ขโมยข้อมูลไปถึง 7 เทราไบต์ และขู่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวรวมถึงงานวิจัยหากทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมจ่ายเงิน

Jackie Burns Koven จาก Chainalysis วิเคราะห์ว่า การที่รายได้ของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ลดลงในปี 2022 ส่งผลให้พวกเขาต้องหันมาใช้มาตรการบีบบังคับที่รุนแรงขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป

Image 6

วิเคราะห์สาเหตุ: จากจุดต่ำสุดในปี 2022 สู่การกลับมาในปี 2023

ในปี 2022 มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การโจมตีลดลง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับระบบป้องกันความปลอดภัยขององค์กรต่างๆ การที่ FBI และบริษัทเอกชนพัฒนาเครื่องมือถอดรหัสข้อมูล (Decryption tools) ให้เหยื่อใช้ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งฐานอยู่ในรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 แม้มาตรการป้องกันของรัฐบาลและเอกชนจะยังคงเข้มงวด แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสถานการณ์สงครามในยูเครนที่เปลี่ยนไปอาจเป็นตัวกระตุ้นให้กิจกรรมเหล่านี้กลับมาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่แฮกเกอร์ย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย หรือการสิ้นสุดภาระทางทหาร ทำให้พวกเขากลับมาปฏิบัติการทางไซเบอร์ได้เต็มตัวอีกครั้ง

Image 7

ความท้าทายในการติดตามข้อมูลและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

แม้ Chainalysis จะใช้ข้อมูลที่เข้มงวดในการติดตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายรวมถึง Pia Huesch จาก Royal United Services Institute ชี้ว่า ตัวเลขที่แท้จริงของการโจมตีนั้นคำนวณได้ยากมาก เนื่องจากหลายบริษัทเลือกที่จะปกปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะกลัวเสียชื่อเสียง ซึ่งทางศูนย์ไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCSC) ได้เตือนว่า การปกปิดข้อมูลจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายและเพิ่มจำนวนการโจมตีในอนาคต

นอกจากนี้ Allan Liska จาก Recorded Future ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่ยังคงอยู่คือกลุ่มที่มีทักษะสูงมาก และกำลังพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เช่น Mass Exploitation หรือการค้นหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อโจมตีองค์กรจำนวนมากพร้อมกันในคราวเดียว ดังที่กลุ่ม Clop จากรัสเซียได้นำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ยอดจ่ายค่าไถ่: ครึ่งแรกของปี 2023 สูงถึง 449.1 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับยอดรวมทั้งปี 2022
  • แนวโน้มรายได้: ปี 2023 อาจเป็นปีที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2021 (939.9 ล้านดอลลาร์)
  • กลยุทธ์ใหม่: เน้นการข่มขู่ด้วยการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและงานวิจัยต่อสาธารณะ
  • เทคนิคการโจมตี: การใช้ Mass Exploitation เพื่อโจมตีหลายเป้าหมายพร้อมกันผ่านช่องโหว่เดียว
  • ปัจจัยภายนอก: ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์
สรุปเปรียบเทียบสถานการณ์ Ransomware ในแต่ละปี
ปี แนวโน้มการโจมตี/รายได้ ปัจจัยสำคัญ
2021 สูงสุด (939.9 ล้านดอลลาร์) การแพร่ระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในวงกว้าง
2022 ลดลง (ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์) เครื่องมือถอดรหัสฟรี, การป้องกันที่ดีขึ้น, ผลกระทบจากสงคราม
2023 พุ่งสูงขึ้น (คาดการณ์ 898.6 ล้านดอลลาร์) เทคนิคข่มขู่ที่รุนแรงขึ้น, การโจมตีแบบ Mass Exploitation

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมยอดการจ่ายค่าไถ่ในปี 2023 ถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว?

เกิดจากการที่กลุ่มแฮกเกอร์ปรับกลยุทธ์ให้ดุดันขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงในปี 2022 รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ในรัสเซียที่ทำให้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์กลับมาปฏิบัติการได้สะดวกขึ้น

เทคนิค Mass Exploitation คืออะไร?

คือการที่แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่เพียงจุดเดียวในซอฟต์แวร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง แล้วใช้ช่องโหว่นั้นโจมตีองค์กรจำนวนมากที่ใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันพร้อมกันในคราวเดียว

ทำไมตัวเลขการโจมตีที่รายงานจึงอาจไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง?

เนื่องจากหลายองค์กรที่ถูกโจมตีเลือกที่จะไม่รายงานเหตุการณ์ต่อสาธารณะหรือหน่วยงานรัฐ เพราะกังวลเรื่องชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า ทำให้ข้อมูลที่รวบรวมได้เป็นเพียงการประมาณการแนวโน้มเท่านั้น

การมีเครื่องมือถอดรหัสฟรีช่วยลดการโจมตีได้จริงหรือไม่?

มีส่วนช่วยอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2022 ที่เครื่องมือจาก FBI และบริษัทเอกชนช่วยให้เหยื่อกู้ข้อมูลได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ทำให้แรงจูงใจด้านการเงินของแฮกเกอร์ลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง

กลุ่มแฮกเกอร์ส่วนใหญ่ตั้งฐานอยู่ที่ไหน?

จากข้อมูลในบทความ กลุ่มแฮกเกอร์ที่สร้างความเสียหายและมีบทบาทมากที่สุดส่วนใหญ่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศรัสเซีย