Oreshnik ขีปนาวุธรุ่นใหม่ของรัสเซียกับการยกระดับสงครามในยูเครน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการใช้อาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกับการเปิดตัวอาวุธชนิดใหม่ในสมรภูมิจริง ซึ่งส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างชัดเจน
การโจมตีเมืองดนีโปรด้วยขีปนาวุธ Oreshnik
รัสเซียได้ใช้ขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Oreshnik (ซึ่งแปลว่า ต้นเฮเซลนัท ในภาษารัสเซีย) โจมตีเมืองดนีโปร ประเทศยูเครน โดยเป้าหมายคือโรงงานผลิตจรวดสมัยโซเวียต ซึ่งรวมถึงโรงงาน PA Pivdenmash ที่เคยผลิตชิ้นส่วนสำคัญให้กับจรวด Zenit และ Antares ของสหรัฐฯ
การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Oreshnik ถูกนำมาใช้ในสภาวะการรบจริง โดยพยานในพื้นที่และวิดีโอจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นวัตถุหลายชิ้นพุ่งตกสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพื้นที่อุตสาหกรรม
เจาะลึกเทคโนโลยี Oreshnik: IRBM คืออะไร?
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า Oreshnik คือ IRBM (Intermediate-Range Ballistic Missile) หรือขีปนาวุธวิถีโค้งพิสัยกลาง ซึ่งเป็นอาวุธที่เดินทางได้ระยะทางระหว่าง 3,000 ถึง 5,500 กิโลเมตร โดยพัฒนามาจากโมเดล RS-26 Rubezh ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM)
ความน่ากลัวของอาวุธชนิดนี้คือการใช้เทคโนโลยี MIRVs (Multiple Independently Targetable Reentry Vehicles) หรือหัวรบแยกส่วน ซึ่งช่วยให้ขีปนาวุธลูกเดียวสามารถบรรทุกหัวรบได้หลายหัวและโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้พร้อมกัน แม้การโจมตีที่ดนีโปรจะใช้หัวรบแบบธรรมดา แต่โครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้รองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้เช่นกัน
ความแตกต่างระหว่าง IRBM และ ICBM
แม้ว่าทั้ง IRBM และ ICBM (Intercontinental Ballistic Missile) จะมีเส้นทางการบินที่คล้ายกัน คือพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศระดับสูงก่อนจะดิ่งลงสู่เป้าหมาย แต่จุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระยะทางการยิงและวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ โดย ICBM จะมีพิสัยการยิงที่ไกลกว่ามากเพื่อใช้ในการป้องปรามระดับโลก
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่ออาวุธ | Oreshnik (โอเรชนิก) |
| ประเภท | ขีปนาวุธวิถีโค้งพิสัยกลาง (IRBM) |
| ความเร็วสูงสุด | Mach 10 (ประมาณ 2.5 - 3 กิโลเมตรต่อวินาที) |
| เทคโนโลยีหัวรบ | MIRV (หัวรบแยกส่วนหลายหัว) |
| ฐานยิงที่ใช้ | Kapustin Yar (ห่างจากดนีโปรประมาณ 800 กม.) |
การเผชิญหน้าและนโยบายความมั่นคงที่เปลี่ยนไป
การใช้ Oreshnik เกิดขึ้นหลังจากยูเครนได้รับอนุญาตจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ให้ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรสนับสนุน เช่น ATACMS และ Storm Shadow โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเป็นครั้งแรก
ปูตินอ้างว่าระบบป้องกันทางอากาศทั่วโลก รวมถึงของสหรัฐฯ ในยุโรป ไม่สามารถสกัดกั้น Oreshnik ได้เนื่องจากความเร็วที่สูงมาก นอกจากนี้ รัสเซียยังได้ปรับลดเกณฑ์การใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อตอบโต้การโจมตีแบบธรรมดาที่คุกคามต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัสเซีย ซึ่งสอดคล้องกับการที่ยูเครนบุกยึดพื้นที่ในภูมิภาคเคิร์สก์ (Kursk) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Oreshnik เป็น IRBM รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในการรบจริงในประวัติศาสตร์
- ความเร็วของขีปนาวุธสูงถึง Mach 10 ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น
- รัสเซียแจ้งเตือนสหรัฐฯ ผ่านช่องทางลดความเสี่ยงนิวเคลียร์ก่อนการโจมตีเพียงระยะเวลาสั้นๆ
- มีการใช้กองกำลังจาก เกาหลีเหนือ เข้าช่วยรัสเซียในการยึดคืนพื้นที่ภูมิภาคเคิร์สก์
- ตัวเลขความสูญเสียสะสมในสงครามครั้งนี้สูงถึง 1 ล้านคน (บาดเจ็บและเสียชีวิต) ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ
คำถามที่พบบ่อย
Oreshnik แตกต่างจากขีปนาวุธทั่วไปอย่างไร?
Oreshnik เป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) ที่มีความเร็วสูงมากถึง Mach 10 และใช้เทคโนโลยี MIRV ที่สามารถปล่อยหัวรบได้หลายลูกจากขีปนาวุธเพียงลูกเดียว ทำให้ระบบป้องกันทางอากาศในปัจจุบันรับมือได้ยาก
ทำไมรัสเซียถึงเลือกโจมตีเมืองดนีโปร?
เนื่องจากเมืองดนีโปรเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตจรวดและอาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญมาตั้งแต่สมัยโซเวียต ซึ่งรัสเซียต้องการทำลายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธของยูเครน
การโจมตีครั้งนี้ใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่?
ในการโจมตีเมืองดนีโปรครั้งนี้ รัสเซียใช้หัวรบแบบธรรมดา (Conventional Munitions) แต่ตัวขีปนาวุธถูกออกแบบมาให้สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ในอนาคต
สนธิสัญญา INF คืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไร?
สนธิสัญญา INF (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty) ปี 1988 เคยสั่งห้ามการใช้ IRBM ที่ยิงจากพื้นดิน แต่สหรัฐฯ ได้ถอนตัวในปี 2019 โดยอ้างว่ารัสเซียไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้การพัฒนาและใช้ IRBM กลับมาเป็นประเด็นความมั่นคงอีกครั้ง
สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สงครามโลกหรือไม่?
ประธานาธิบดีปูตินระบุว่าความขัดแย้งนี้กำลังขยายตัวสู่ระดับโลก และรัสเซียมีสิทธิ์ตอบโต้ประเทศตะวันตกที่ส่งอาวุธให้ยูเครน ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ต้องการให้ความขัดแย้งบานปลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค



