NSO Group กับความพยายามกู้ชื่อเสียงผ่านรายงานความโปร่งใสและกลยุทธ์ล็อบบี้สหรัฐฯ
ในช่วงส่งท้ายปีเก่า NSO Group บริษัทสัญชาติอิสราเอลผู้พัฒนา Pegasus ซึ่งเป็น Spyware (ซอฟต์แวร์สายลับที่ใช้แอบติดตามข้อมูลในอุปกรณ์) ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ได้เผยแพร่รายงานความโปร่งใสฉบับใหม่จำนวน 27 หน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและการปรับปรุงโปรแกรมปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนของบริษัท
ในรายงานระบุว่าบริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ในทางที่ผิดถึง 19 รายการ ซึ่งนำไปสู่การระงับหรือยกเลิกบัญชีลูกค้า 6 ราย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มนักข่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักจากผู้ถูกโจมตีทั่วโลกกว่า 50,000 คน รวมถึงนักกิจกรรมและผู้นำรัฐในกว่า 50 ประเทศ
เบื้องหลังการปรับภาพลักษณ์และวิกฤตทางธุรกิจ
การออกรายงานฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปี ไม่ได้เป็นเพียงการแจ้งข้อมูล แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการล้างภาพลักษณ์ที่เสียหาย และเพื่อยกเลิกกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของบริษัท โดย NSO Group ได้ทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ในการทำแคมเปญล็อบบี้ เพื่อผลักดันให้ซอฟต์แวร์สปายแวร์ของตนถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อความมั่นคงของโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังคงกังขา โดย David Kaye ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก University of California, Irvine และอดีตผู้รายงานพิเศษของ UN ระบุว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ความโปร่งใสที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการนำคำโต้แย้งเดิมมาเรียบเรียงใหม่เพื่อส่งเสริมแบรนด์ในตลาดสปายแวร์เชิงพาณิชย์เท่านั้น
เส้นทางความตกต่ำของ NSO Group
- พฤศจิกายน 2021: รัฐบาลสหรัฐฯ บรรจุ NSO Group ลงใน Entity List (บัญชีรายชื่อนิติบุคคลที่ถูกจำกัดการทำธุรกรรม) ทำให้ไม่สามารถรับเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ได้หากไม่ได้รับอนุญาต
- วิกฤตการเงิน: บริษัทเผชิญภาวะการเงินตกต่ำอย่างหนักจนเกือบผิดนัดชำระหนี้จำนวน 500 ล้านดอลลาร์ และมีการพิจารณาขายกิจการ
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง: ในปี 2022 CEO Shalev Hulio ลาออก และมีการเลิกจ้างพนักงาน 100 คน ก่อนที่ Omri Lavie ผู้ร่วมก่อตั้งจะกลับมาเป็นเจ้าของคนใหม่ผ่าน Dufresne Holdings ในปี 2023
- มาตรการจากทำเนียบขาว: ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกคำสั่งห้ามหน่วยงานรัฐบาลกลางใช้สปายแวร์เชิงพาณิชย์ และเตือนบริษัทสหรัฐฯ ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ NSO อาจเป็นภัยต่อการต่อต้านข่าวกรอง
โอกาสท่ามกลางความขัดแย้งและกลยุทธ์การล็อบบี้
เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส กลายเป็นโอกาสให้ NSO Group แสดงประสิทธิภาพของ Pegasus อีกครั้ง โดยบริษัทได้เสนอตัวช่วยหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอลในการติดตามตัวประกันที่ถูกลักพาตัว ซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจทั้งในและนอกอิสราเอลเริ่มเห็นความสำคัญของเครื่องมือนี้มากขึ้น
เพื่อใช้โอกาสนี้ในการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไบเดน NSO ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านกิจการสาธารณะและสำนักงานกฎหมายชั้นนำหลายแห่ง เช่น Chartwell Strategy Group, Paul Hastings LLP, Steptoe และ Pillsbury Winthrop Shaw Pittman รวมถึงบริษัทในอังกฤษอย่าง Omnia Strategy ของ Cherie Blair
| หัวข้อ | รายละเอียด/จำนวนเงิน |
|---|---|
| งบประมาณรวมในการล็อบบี้ | 3.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| งบประมาณเฉพาะปี 2023 | อย่างน้อย 897,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | สมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนอิสราเอล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว |
| เป้าหมายสูงสุด | ยกเลิกการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางการค้าจากสหรัฐฯ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Pegasus ถูกใช้โจมตีเป้าหมายกว่า 50,000 คน ใน 50 ประเทศทั่วโลก
- งบประมาณล็อบบี้ NSO ใช้เงินกว่า 3.1 ล้านดอลลาร์เพื่อโน้มน้าวรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2020
- ช่องโหว่ทางกฎหมาย ไซปรัสเป็นสมาชิก EU เพียงประเทศเดียวที่ไม่เข้าร่วมข้อตกลง Wassenaar ทำให้เป็นช่องทางส่งออกสปายแวร์ที่ผ่อนปรนกว่า
- มูลค่าตลาด อุตสาหกรรมสปายแวร์ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ข้อมูลปี 2022)
แม้จะมีความพยายามอย่างหนัก แต่ Steven Feldstein จาก Carnegie Endowment for International Peace มองว่าโอกาสที่สหรัฐฯ จะเปลี่ยนนโยบายคว่ำบาตรนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากผลกระทบด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสปายแวร์เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนเกินกว่าจะใช้การประชาสัมพันธ์มากลบเกลื่อนได้
นอกจากนี้ กฎหมายในยุโรปอย่าง European Media Freedom Act (EMFA) แม้จะพยายามจำกัดการใช้สปายแวร์ แต่ยังมีข้อยกเว้นด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจเปิดช่องให้รัฐบาลบางประเทศนำไปใช้กับนักข่าวได้ต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
รายงานความโปร่งใสของ NSO Group มีความน่าเชื่อถือเพียงใด?
ผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้รายงานพิเศษของ UN มองว่ารายงานนี้ขาดความโปร่งใสที่แท้จริง และเป็นเพียงการนำคำชี้แจงเดิมมาปรับรูปแบบใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท
ทำไมสหรัฐฯ ถึงบรรจุ NSO Group ไว้ใน Entity List?
เนื่องจากซอฟต์แวร์ Pegasus ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อสอดแนมเป้าหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการลงทุนและการทำธุรกรรมกับบริษัทนี้
NSO Group ใช้กลยุทธ์ใดในการพยายามกลับมาทำธุรกิจในสหรัฐฯ?
บริษัทใช้การจ้างบริษัทล็อบบี้และสำนักงานกฎหมายระดับโลกเพื่อโน้มน้าวเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการอาสาใช้เทคโนโลยีช่วยในสถานการณ์ความขัดแย้งจริงเพื่อพิสูจน์คุณค่าของผลิตภัณฑ์
หาก NSO Group ล้มละลาย ตลาดสปายแวร์จะหายไปหรือไม่?
ไม่หายไป เนื่องจากความต้องการและเม็ดเงินในตลาดยังคงมีอยู่สูง หากบริษัทใหญ่ล้มลง จะเกิดการกระจายตัวไปยังบริษัทขนาดเล็ก (Boutique firms) ที่จะเข้ามาแทนที่ช่องว่างในตลาดแทน



