Meta แอบใส่ระบบจดจำใบหน้าในแว่นตาอัจฉริยะผ่านแอป AI แม้เคยประกาศยกเลิกไปแล้ว
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยี เมื่อมีการค้นพบว่า Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดีย ได้แอบติดตั้งซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าลงในแอปพลิเคชัน Meta AI ซึ่งมีผู้ใช้งานหลายล้านคน โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) รุ่นต่างๆ เช่น Ray-Ban และ Oakley
จากการวิเคราะห์โค้ดโดย WIRED พบว่าฟีเจอร์นี้มีชื่อเรียกภายในว่า “NameTag” ซึ่งมีความสามารถในการระบุตัวตนของบุคคลที่ปรากฏในกล้องของแว่นตา และจะแจ้งเตือนผู้สวมใส่ทันทีเมื่อระบบตรวจพบคนที่รู้จัก แม้ว่าก่อนหน้านี้ Meta จะระบุต่อสาธารณะว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและจะดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่หลักฐานในซอฟต์แวร์ชี้ให้เห็นว่าส่วนประกอบหลักของระบบถูกส่งไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
กลไกการทำงานของ NameTag และการเก็บข้อมูลชีวมาตร
ระบบ NameTag ทำงานโดยการเปลี่ยนภาพใบหน้าที่บันทึกได้จากแว่นตาให้กลายเป็น Biometric Signatures หรือที่เรียกกันว่า Faceprints (ลายนิ้วมือใบหน้า) ซึ่งเป็นข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่ระบุตัวตนได้ จากนั้นระบบจะนำข้อมูลนี้ไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล Faceprints ที่จัดเก็บไว้ในโทรศัพท์ของผู้ใช้ ซึ่งฐานข้อมูลนี้ถูกตั้งค่าให้รับการอัปเดตจากเซิร์ฟเวอร์ของ Meta ได้
หากระบบตรวจพบใบหน้าที่ตรงกัน จะมีการแจ้งเตือนเกิดขึ้น แต่หากไม่พบข้อมูล ใบหน้านั้นจะถูกตัดส่วน (Crop) ทำดัชนี และบันทึกไว้ในโฟลเดอร์ที่ระบุว่า “pending” เพื่อรอการประมวลผลต่อไป

โครงสร้างทางเทคนิคของระบบ
จากการตรวจสอบพบว่ามีโมเดล AI 3 รูปแบบที่ถูกติดตั้งลงในเครื่องของผู้ใช้เพื่อขับเคลื่อน NameTag ได้แก่:
- โมเดลตรวจจับ: ทำหน้าที่ค้นหาตำแหน่งใบหน้าในภาพ
- โมเดลตัดภาพ: ทำหน้าที่ครอปเฉพาะส่วนใบหน้าออกมา
- โมเดลเข้ารหัส: เปลี่ยนภาพใบหน้าให้เป็นข้อมูลชีวมาตร (Biometric Data)
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อโปรเจกต์ภายใน | NameTag (อาจถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Connections) |
| อุปกรณ์ที่รองรับ | แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban และ Oakley |
| จำนวนการดาวน์โหลดแอป | มากกว่า 50 ล้านครั้ง |
| วิธีการทำงาน | แปลงใบหน้าเป็น Faceprints และเปรียบเทียบในเครื่อง |
| สถานะปัจจุบัน | ติดตั้งโค้ดแล้ว แต่ยังไม่เปิดใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การหวนคืนของเทคโนโลยี: Meta เคยประกาศยกเลิกและลบ Faceprints กว่าพันล้านชุดในปี 2021 หลังเผชิญปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว
- ประวัติการชดใช้ค่าเสียหาย: Meta เคยจ่ายเงิน 650 ล้านดอลลาร์ในคดีที่รัฐอิลลินอยส์ และ 1.4 พันล้านดอลลาร์ในคดีที่รัฐเท็กซัส เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลชีวมาตรโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ความกังวลด้านสิทธิ: กลุ่มสิทธิมนุษยชนกว่า 70 กลุ่มเตือนว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปใช้ในการสะกดรอยตามหรือระบุตัวตนคนแปลกหน้าในที่สาธารณะ
- เป้าหมายการใช้งาน: มีแผนจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาในการระบุตัวบุคคล

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและคำชี้แจงจาก Meta
Cooper Quintin จาก Electronic Frontier Foundation มองว่าการกระทำของ Meta คือการเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น "เครื่องจักรเฝ้าระวังแบบกระจายศูนย์" ขณะที่ Buchodi นักวิจัยอิสระได้ทดสอบระบบโดยใช้ภาพของ Michel Foucault นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส และพบว่าระบบสามารถแจ้งเตือนว่า "Person recognized" ได้จริง
ทางด้าน Ryan Daniels โฆษกของ Meta ชี้แจงว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงหลักฐานของการทดลองฟีเจอร์ใหม่เท่านั้น และยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการปล่อยใช้งานจริง โดยยืนยันว่า "เราไม่ได้สร้างฐานข้อมูลใบหน้าส่วนกลาง" และหากมีการเปิดใช้งาน จะดำเนินการด้วยความโปร่งใสและรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม Woodrow Hartzog ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายความเป็นส่วนตัวจาก Boston University เตือนว่า แม้จะมีระบบให้ผู้ใช้เลือกยินยอม (Opt-in) แต่ในทางจิตวิทยา เมื่อเทคโนโลยีนี้กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้คนจะเริ่มยอมรับการถูกสแกนใบหน้าโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
คำถามที่พบบ่อย
NameTag คืออะไรและทำงานอย่างไร?
NameTag คือฟีเจอร์จดจำใบหน้าที่แอบติดตั้งในแอป Meta AI โดยจะทำงานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะเพื่อสแกนใบหน้าคนรอบข้าง แปลงเป็นข้อมูลชีวมาตร (Faceprints) และแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อพบคนที่อยู่ในฐานข้อมูล
ปัจจุบันฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานแล้วหรือยัง?
ในขณะนี้ โค้ดและโมเดล AI ถูกติดตั้งลงในแอปที่ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปแล้ว แต่ตัวฟีเจอร์ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน (Enable) ให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้
ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว?
เพราะเป็นการเก็บข้อมูลชีวมาตรซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว และอาจทำให้ผู้สวมใส่แว่นตาสามารถระบุตัวตนของคนแปลกหน้าในที่สาธารณะได้โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสะกดรอยตาม
Meta เคยมีปัญหากับระบบจดจำใบหน้ามาก่อนหรือไม่?
เคยมีปัญหาอย่างมาก โดยเคยถูกฟ้องร้องและต้องจ่ายเงินชดเชยรวมหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เนื่องจากการเก็บข้อมูลใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม จนต้องประกาศยกเลิกระบบดังกล่าวในปี 2021
Meta ให้เหตุผลอย่างไรในการพัฒนาฟีเจอร์นี้?
Meta ระบุว่าเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ของฟีเจอร์ใหม่ และมีเป้าหมายหนึ่งคือการสร้างเครื่องมือช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้สามารถระบุตัวบุคคลในชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น



