Meta ทดสอบซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าจากบริษัทความมั่นคงเพื่อใช้ในแว่นตาอัจฉริยะ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสวมใส่กำลังก้าวเข้าสู่จุดที่น่ากังวล เมื่อมีรายงานว่า Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดีย กำลังทดสอบซอฟต์แวร์ Face Recognition หรือระบบจดจำใบหน้า ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือสอดแนมสำหรับหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพสหรัฐฯ เพื่อนำมาปรับใช้กับแว่นตาอัจฉริยะของบริษัท

ข้อมูลจากเอกสารใบอนุญาตซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยโดย WIRED ระบุว่า Meta ได้สร้างความร่วมมือกับ Rank One Computing บริษัทจากเมืองเดนเวอร์ ซึ่งมีรายได้หลักถึง 80% มาจากลูกค้ารัฐบาล โดยเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาทดสอบในแอปพลิเคชัน Meta AI ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์หลักที่ขับเคลื่อนแว่นตาอัจฉริยะแบรนด์ Ray-Ban และ Oakley

เส้นแบ่งที่เลือนลางระหว่างเทคโนโลยีทหารและสินค้าอุปโภคบริโภค

Rank One Computing ไม่ใช่บริษัทซอฟต์แวร์ทั่วไป แต่เป็นผู้ให้บริการเครื่องมือระดับสูงแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น US Marshals Service ที่ใช้ระบบนี้ยืนยันตัวตนนักโทษแทนการพิมพ์ลายนิ้วมือ และ Naval Criminal Investigative Service (NCIS) ซึ่งใช้เครื่องมือวิดีโอที่ชื่อว่า ROC Watch นอกจากนี้ บริษัทยังเคยพัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้าทางไกลให้แก่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ (US Special Operations Command) ซึ่งสามารถระบุตัวตนบุคคลได้จากระยะไกลถึง 1 กิโลเมตร

การที่ Meta นำเทคโนโลยีระดับนี้มาพิจารณาใช้ในอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เทคโนโลยีสอดแนมของรัฐบาลและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายมองว่าเป็นรูปแบบปกติของการพัฒนาเทคโนโลยี เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตที่มาจากเทคโนโลยีทางทหาร

Image 7

รายละเอียดทางเทคนิคและการตรวจพบในแอปพลิเคชัน

ใบอนุญาตที่ Meta ได้รับนั้นครอบคลุมถึงระบบ Liveness Detection หรือการตรวจจับการมีชีวิต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบว่าสิ่งที่กล้องเห็นคือมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เพียงรูปถ่ายหรือหน้ากาก โดยระบบนี้รองรับการจัดเก็บรูปแบบใบหน้า (Facial Templates) ได้สูงสุดถึง 10 ล้านรายการ

จากการตรวจสอบโค้ดพบว่า ร่องรอยการเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ของ Rank One ยังคงปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชัน Meta AI เวอร์ชันที่ส่งถึงผู้ใช้หลายล้านคนในช่วงเดือนนี้ แม้ว่าระบบดังกล่าวจะอยู่ในสถานะหยุดทำงาน (Dormant) และไม่ได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ก็ตาม

สรุปความเชื่อมโยงระหว่าง Meta และ Rank One Computing
หัวข้อ รายละเอียด
บริษัทผู้พัฒนา Rank One Computing (เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง/ทหาร)
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban และ Oakley (ผ่านแอป Meta AI)
ฟีเจอร์หลัก จดจำใบหน้า และ Liveness Detection (ตรวจจับการมีชีวิต)
ขีดความสามารถ รองรับรูปแบบใบหน้าสูงสุด 10 ล้านรายการ
สถานะปัจจุบัน Meta ลบระบบออกจากแอปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ความเชี่ยวชาญของ Rank One: ผู้บริหารบริษัทเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก FBI, CIA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
  • การใช้งานในวงกว้าง: เทคโนโลยีนี้ถูกใช้ในโรงเรียนบางแห่งในเวสต์เวอร์จิเนียเพื่อคัดกรองผู้กระทำผิดทางเพศ และใช้ในแพลตฟอร์ม Lumen ของ LexisNexis สำหรับตำรวจ
  • ปัญหาความแม่นยำ: ผลการทดสอบจาก NIST พบว่าอัลกอริทึมมีความผิดพลาดแตกต่างกันตามเพศและเชื้อชาติ โดยมีความแม่นยำต่ำสุดในกลุ่มผู้หญิงและผู้ที่ไม่ได้เกิดในยุโรปตะวันออก
  • การตอบสนองของ Meta: บริษัทปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ Rank One และเหตุผลในการขอใบอนุญาตซอฟต์แวร์
Image 8

ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและกฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายระดับประเทศที่ควบคุมการจดจำใบหน้ายังมีน้อย แม้บางรัฐจะกำหนดให้ตำรวจต้องมีหมายศาลก่อนเข้าถึงข้อมูล แต่การนำเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในสินค้าอุปโภคบริโภคโดยขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวที่ประเมินค่าไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

Meta นำระบบจดจำใบหน้ามาใช้กับผู้ใช้ทั่วไปแล้วหรือยัง?

ยังไม่มีการเปิดใช้งานจริงสำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยระบบดังกล่าวอยู่ในสถานะหยุดทำงาน และ Meta ได้ลบซอฟต์แวร์นี้ออกจากแอปพลิเคชันเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา

Rank One Computing คือบริษัทอะไร?

เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีความมั่นคงที่เน้นขายซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าและเครื่องมือสอดแนมให้กับกองทัพสหรัฐฯ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น FBI และ US Marshals Service

Liveness Detection คืออะไรและสำคัญอย่างไร?

คือเทคโนโลยีที่ใช้แยกแยะระหว่างใบหน้าของมนุษย์จริงๆ กับภาพถ่ายหรือหน้ากาก เพื่อป้องกันการหลอกระบบรักษาความปลอดภัย

ระบบจดจำใบหน้านี้มีความแม่นยำเท่ากันทุกคนหรือไม่?

ไม่เท่ากัน จากการทดสอบของ NIST พบว่ามีอัตราการจับคู่ผิดพลาดที่แตกต่างกันตามเพศและประเทศกำเนิด โดยกลุ่มผู้หญิงมีอัตราความผิดพลาดสูงกว่าผู้ชาย

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล?

เพราะเป็นการนำเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการสอดแนมทางทหารและการควบคุมตัวนักโทษ มาใส่ในอุปกรณ์ที่คนทั่วไปสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง