Meta กับการทุ่มงบมหาศาลในโลก AR/VR และเดิมพันครั้งใหม่ในสมรภูมิ AI
แม้ว่า Meta จะเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกโซเชียลมีเดียที่มีรายได้มหาศาล แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีความท้าทายทางการเงินที่น่าตกใจ โดยเฉพาะการลงทุนใน Reality Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้าน AR (Augmented Reality) หรือเทคโนโลยีความจริงเสริมที่นำภาพจำลองมาวางซ้อนบนโลกจริง และ VR (Virtual Reality) หรือเทคโนโลยีความจริงเสมือนที่จำลองสภาพแวดล้อมขึ้นมาทั้งหมด
จากรายงานผลประกอบการล่าสุด Meta ประสบภาวะขาดทุนถึง 4 พันล้านดอลลาร์ในส่วนของ Reality Labs ซึ่งหากมองเผินๆ อาจดูเป็นตัวเลขที่สูง แต่เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2021 จะพบว่านี่คือเรื่องปกติของบริษัท เพราะในรอบ 21 ไตรมาสที่ผ่านมา Meta ขาดทุนสะสมในหน่วยงานนี้ไปแล้วรวมกว่า 8.35 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยขาดทุนไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
การเปลี่ยนจุดโฟกัสจาก Metaverse สู่ AI
ในขณะที่ความทะเยอทะยานในเรื่อง Metaverse เริ่มลดระดับลง แต่ Meta กลับหันไปทุ่มงบประมาณให้กับ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์อย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง OpenAI และ Anthropic ได้
Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนจะใช้จ่ายงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 1.25 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตัวบริษัทเองเคยคาดการณ์ไว้ โดยสาเหตุหลักมาจากต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาของหน่วยความจำ (Memory)
เพื่อเร่งการพัฒนา Meta ได้ทุ่มเงินจ้างงานผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรด้าน AI กว่า 50 คนจากบริษัทคู่แข่ง ส่งผลให้สามารถเปิดตัว Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดล AI เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ได้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้ว่า Zuckerberg จะระบุว่ามีการใช้งาน Meta AI เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ค่าใช้จ่ายในการสร้างและบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

สถานะทางการเงินและความกังวลของนักลงทุน
หากพิจารณาในแง่ของรายได้ Meta ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 2.68 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับปีก่อน) และมีรายได้รวม 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 33%)
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในอนาคตทำให้เหล่านักลงทุนเริ่มกังวล เมื่อ Susan Li ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ยอมรับว่าบริษัทไม่สามารถระบุตัวเลขงบประมาณรายจ่ายสำหรับปี 2027 ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากกระบวนการวางแผนยังมีความผันผวน และที่ผ่านมาบริษัทมักจะประเมินความต้องการด้านพลังการประมวลผล (Compute needs) ต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ ส่งผลให้หุ้นของ Meta ร่วงลงกว่า 5% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด
| หัวข้อ | รายละเอียด / ตัวเลข |
|---|---|
| ขาดทุนสะสม Reality Labs (ตั้งแต่ปี 2021) | 8.35 หมื่นล้านดอลลาร์ |
| ค่าเฉลี่ยการขาดทุนต่อไตรมาส (Reality Labs) | ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ |
| ประมาณการงบลงทุนปี 2026 | 1.25 - 1.45 แสนล้านดอลลาร์ |
| กำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้ | 2.68 หมื่นล้านดอลลาร์ |
| รายได้รวมไตรมาสแรกของปีนี้ | 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Reality Labs ขาดทุนเฉลี่ยไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อเนื่องหลายปี
- Meta ปรับเป้าหมายการลงทุนมุ่งเน้นไปที่ AI เพื่อแข่งกับ OpenAI และ Anthropic
- มีการคาดการณ์งบลงทุนในปี 2026 สูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้น
- บริษัทประสบปัญหาการประเมินความต้องการด้านการประมวลผลต่ำกว่าความเป็นจริง
- แม้กำไรและรายได้จะเติบโต แต่ความไม่ชัดเจนของงบประมาณในอนาคตทำให้หุ้นราคาลดลง
คำถามที่พบบ่อย
Reality Labs คืออะไรและทำไมถึงขาดทุนมาก?
Reality Labs คือแผนกของ Meta ที่พัฒนาเทคโนโลยี AR, VR และซอฟต์แวร์สำหรับ Metaverse ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวในเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่มีฐานผู้ใช้งานกว้างขวางพอที่จะสร้างกำไรได้ในขณะนี้
ทำไม Meta ถึงต้องทุ่มเงินมหาศาลให้กับ AI?
เพื่อให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง OpenAI และ Anthropic โดย Meta ต้องการสร้าง AI ระดับ Superintelligence ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
ผลประกอบการโดยรวมของ Meta ยังดีอยู่หรือไม่?
ในแง่ของรายได้และกำไรจากธุรกิจหลัก (โซเชียลมีเดีย) ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 61% ในไตรมาสแรกของปีนี้
ทำไมราคาหุ้น Meta ถึงลดลงทั้งที่มีกำไรเพิ่มขึ้น?
นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย (Capex) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความไม่ชัดเจนของแผนการใช้เงินในปี 2027 รวมถึงการยอมรับของ CFO ว่าบริษัทมักประเมินความต้องการด้านการประมวลผลต่ำเกินไป
Muse Spark คืออะไร?
คือโมเดล AI เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ของ Meta ที่เพิ่งเปิดตัว โดยเป็นผลมาจากการดึงตัววิศวกรและนักวิจัยด้าน AI ระดับหัวกะทิจากบริษัทคู่แข่งมาร่วมงาน



