MarketForce กับบทเรียนการปรับตัวของสตาร์ทอัพ B2B ในยุคเงินทุนหดตัว
ในโลกของสตาร์ทอัพ การเติบโตอย่างรวดเร็วอาจเป็นดาบสองคม MarketForce แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ B2B (Business-to-Business หรือ การค้าขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ) จากประเทศเคนยา กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อแผนการขยายฐานผู้ใช้ให้ถึงหนึ่งล้านรายภายในปี 2022 ต้องสะดุดลงเนื่องจากปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน
แม้จะเคยได้รับความสนใจและระดมทุนในระดับ Series A ได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อช่วงต้นปี 2022 โดยมี V8 Capital Partners เป็นผู้นำการลงทุน พร้อมด้วยพันธมิตรอย่าง Ten13 VC, SOSV Select Fund และกลุ่มนักลงทุนเดิม แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ เงินทุนส่วนที่เป็นทุนเรือนหุ้น (Equity) จำนวน 8 ล้านดอลลาร์จาก 20 ล้านดอลลาร์ ไม่ถูกส่งมอบตามที่ตกลงไว้ เนื่องจากปัญหาการเรียกชำระเงินทุน (Capital Calls) ของฝั่งนักลงทุนเอง
วิกฤตสภาพคล่องและการปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
การขาดหายไปของเงินทุนก้อนสำคัญส่งผลให้ระยะเวลาที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่มีรายได้ (Runway) ลดลงกว่า 18 เดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการภายใน ทำให้ MarketForce ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการลดขนาดองค์กร โดยมีการเลิกจ้างพนักงานถึง 250 คน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นจากการเร่งเติบโตในระยะแรก
Tesh Mbaabu ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง ยอมรับว่าบริษัทต้องเผชิญกับความยากลำบากในการชำระเงินเดือนพนักงานและค่าสินค้าแก่ซัพพลายเออร์ อย่างไรก็ตาม เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงและสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างตรงไปตรงมา พร้อมปรับทิศทางธุรกิจจาก "การเติบโตอย่างรวดเร็ว" (Fast Growth) ไปสู่ "การเติบโตอย่างยั่งยืน" (Sustainable Growth)
การปรับโครงสร้างเพื่อสร้างกำไร
- การตัดเส้นทางที่ไม่ทำกำไร: จากเดิมที่จัดส่งสินค้ากว่า 700 เส้นทางต่อวัน ปัจจุบันลดลงเหลือ 400 เส้นทาง โดยเลือกเฉพาะจุดที่มีความหนาแน่นของความต้องการสูง
- การพลิกฟื้นอัตรากำไร: จากเดิมที่มีอัตรากำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) ติดลบในทุกคำสั่งซื้อ ปัจจุบันบริษัทสามารถสร้างกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ได้แล้วในไตรมาสแรกของปี 2023
- การสร้างรายได้สูงสุด: แม้ปริมาณการค้าจะลดลง แต่รายได้รวมกลับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากการเน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ

เจาะลึกโมเดลธุรกิจและการสนับสนุนจากภาครัฐ
MarketForce มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้แก่ ร้านค้าปลีกนอกระบบ (Informal Retail) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการค้าในภูมิภาคซับซาฮาราแอฟริกา โดยมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของการค้าในครัวเรือน ร้านค้าเหล่านี้มักประสบปัญหาขาดแคลนสินค้า รายได้ไม่แน่นอน และเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
บริษัทจึงพัฒนาซูเปอร์แอปที่ชื่อว่า RejaReja เพื่อให้ร้านค้าสามารถสั่งสินค้าและรับการจัดส่งในวันถัดไปได้โดยตรง นอกจากนี้ยังนำข้อมูลประวัติการทำธุรกรรมมาใช้ในการพิจารณาให้สินเชื่อ เพื่อช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
ความเชื่อมั่นในโมเดลการกระจายสินค้าของ MarketForce ยังสะท้อนผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลเคนยา ในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกกว่า 500,000 ตัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของโครงข่ายโลจิสติกส์ที่บริษัทสร้างขึ้น
| หัวข้อ | รูปแบบเดิม (Fast Growth) | รูปแบบใหม่ (Sustainable Growth) |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | ขยายฐานผู้ใช้ให้เร็วที่สุด | สร้างกำไรและพึ่งพาตนเองได้ |
| การจัดการเส้นทางขนส่ง | 700+ เส้นทาง (เน้นครอบคลุม) | 400 เส้นทาง (เน้นกำไร) |
| สถานะทางการเงิน | กำไรส่วนเกินติดลบ | มีกำไรขั้นต้น (Gross Profitable) |
| จำนวนบุคลากร | ทีมงานขนาดใหญ่ (Bloated) | ปรับลดขนาดองค์กร (Lean) |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- วิกฤตเงินทุน: สูญเสียเงินลงทุนที่ตกลงไว้จำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้แผนการขยายตัวชะงัก
- การปรับตัว: เลิกจ้างพนักงาน 250 คน และลดเส้นทางขนส่งลงเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
- จุดแข็ง: มีความร่วมมือกับรัฐบาลเคนยาในการกระจายสินค้าเพื่อลดค่าครองชีพ
- เครื่องมือหลัก: แอปพลิเคชัน RejaReja ช่วยให้ร้านค้าปลีกนอกระบบสั่งสินค้าและเข้าถึงสินเชื่อได้
- บทเรียน: การให้ความสำคัญกับ "เงินจากลูกค้า" (Customer's Dollar) สำคัญกว่าเงินจากนักลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม MarketForce ถึงประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทั้งที่ระดมทุนได้จำนวนมาก?
สาเหตุหลักเกิดจากนักลงทุนบางรายไม่ส่งมอบเงินทุนตามที่ตกลงไว้ในสัญญา (Failed Capital Calls) จำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เงินทุนสำรองลดลงและระยะเวลาดำเนินธุรกิจสั้นลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 18 เดือน
แอปพลิเคชัน RejaReja ช่วยเหลือร้านค้าปลีกได้อย่างไร?
RejaReja ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถสั่งสินค้าได้ง่ายและได้รับของในวันถัดไป ลดปัญหาของขาดสต็อก และยังช่วยให้ร้านค้าที่ไม่มีเอกสารทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้โดยพิจารณาจากประวัติการสั่งซื้อบนแพลตฟอร์ม
กลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทคืออะไร?
คือการเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณการเติบโต มาเป็นการเน้นกำไร โดยการตัดเส้นทางขนส่งที่ขาดทุนออก และปรับปรุงประสิทธิภาพโลจิสติกส์ให้มีความหนาแน่นของคำสั่งซื้อสูงขึ้น เพื่อให้ทุกการจัดส่งสร้างกำไรให้กับบริษัท
ทัศนคติของซีอีโอต่อการเลือกนักลงทุนในอนาคตเปลี่ยนไปอย่างไร?
Tesh Mbaabu ยอมรับว่าในอดีตมีความอ่อนประสบการณ์ แต่ปัจจุบันเขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบวงจรชีวิตของกองทุน (Fund Lifecycle) และความสามารถในการสนับสนุนเงินทุนในรอบถัดไป รวมถึงมองหานักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มีความเชี่ยวชาญในห่วงโซ่อุปทาน



