LockBit กลุ่มแรนซัมแวร์ระดับโลกถูกทลายโดยปฏิบัติการ Operation Cronos
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา LockBit ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในฐานะกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่โจมตีเป้าหมายหลากหลาย ตั้งแต่โรงพยาบาลเด็ก, บริษัท Boeing, Royal Mail ของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงเครือร้านอาหาร Subway โดยสร้างรายได้จากการเรียกค่าไถ่หลายล้านดอลลาร์จากการเจาะระบบธุรกิจและหน่วยงานรัฐทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การระบาดของมัลแวร์นี้ได้สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนำโดย National Crime Agency (NCA) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากอีก 10 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดปฏิบัติการ Operation Cronos เพื่อแทรกซึมและทำลายโครงสร้างพื้นฐานของ LockBit จนทำให้ระบบทั้งหมดต้องหยุดทำงาน
การกวาดล้างครั้งใหญ่: "เราแฮ็กแฮกเกอร์"
Graeme Biggar ผู้อำนวยการ NCA ระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้สามารถเข้าควบคุมระบบบริหารจัดการและโครงสร้างพื้นฐานของ LockBit ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดเว็บไซต์ที่ใช้ปล่อยข้อมูลหลุด (Leak Site), เข้าถึงซอร์สโค้ด (Source Code) หรือรหัสต้นฉบับของโปรแกรม, ยึดโดเมนและเซิร์ฟเวอร์กว่า 11,000 รายการ รวมถึงได้ข้อมูลรายชื่อสมาชิกในกลุ่ม
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจาก LockBit ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มแรนซัมแวร์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีส่วนรับผิดชอบต่อการโจมตีถึง 25% ของเหตุการณ์ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา และสร้างความสูญเสียรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| จำนวนโดเมนและเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกยึด | ประมาณ 11,000 รายการ |
| รายได้จากการเรียกค่าไถ่ของกลุ่ม | มากกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| สัดส่วนการโจมตีในปีที่ผ่านมา | 25% ของการโจมตีทั้งหมด |
| ทรัพย์สินดิจิทัลที่ถูกยึด | กระเป๋าเงิน Cryptocurrency กว่า 200 ใบ |
| ผลลัพธ์สำคัญ | ได้กุญแจถอดรหัส (Decryption Keys) เพื่อช่วยเหยื่อ |
โมเดลธุรกิจแบบ Ransomware-as-a-Service (RaaS)
LockBit ดำเนินงานในรูปแบบ Ransomware-as-a-Service (RaaS) หรือการให้บริการมัลแวร์เรียกค่าไถ่ โดยมีกลุ่มแกนนำเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และดูแลระบบ จากนั้นจะให้สิทธิ์การใช้งานแก่ "พันธมิตร" (Affiliates) ซึ่งเป็นแฮกเกอร์อิสระที่นำเครื่องมือนี้ไปโจมตีเหยื่อ ขโมยข้อมูล และเรียกค่าไถ่เพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน
จุดเด่นที่ทำให้ LockBit เติบโตอย่างรวดเร็วคือการเป็นระบบ "เปิด" ที่ใครก็ตามที่มีเงินสามารถเข้าร่วมเป็นพันธมิตรได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด ส่งผลให้มีพันธมิตรจำนวนหลายร้อยรายกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งบางรายเรียกค่าไถ่สูงถึง 60 ล้านดอลลาร์จากดีลเลอร์รถยนต์ในอังกฤษ หรือ 800,000 ดอลลาร์จากโรงพยาบาลไม่แสวงหากำไร

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การจับกุมและคว่ำบาตร: มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยในโปแลนด์ ยูเครน และสหรัฐฯ พร้อมสั่งคว่ำบาตรสมาชิกในรัสเซีย
- การเข้าถึงข้อมูล: เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลบริษัทของเหยื่อที่เคยจ่ายเงินค่าไถ่ ซึ่งพิสูจน์ว่าการจ่ายเงินไม่ได้การันตีว่าข้อมูลจะถูกลบจริง
- พฤติกรรมของผู้นำ: ผู้นำภายใต้นามแฝง LockBitSupp บริหารกลุ่มเหมือนบริษัทธุรกิจที่ถูกกฎหมาย มีการรักษาความปลอดภัยในการสื่อสารที่เข้มงวด
- ความแปลกประหลาด: กลุ่มนี้เคยจ้างคนสักโลโก้ LockBit ด้วยเงิน 1,000 ดอลลาร์ และตั้งรางวัล 10 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่เปิดเผยชื่อจริงของ LockBitSupp ได้
อนาคตของอาชญากรรมไซเบอร์หลังการล่มสลาย
แม้การทลาย LockBit จะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากต่อระบบนิเวศแฮกเกอร์ โดยเฉพาะในรัสเซีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราว เนื่องจากกลุ่มอาชญากรไซเบอร์มักจะกลับมารวมตัวกันใหม่ภายใต้ชื่อแบรนด์อื่น ดังที่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่ม Conti และ Trickbot
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับเหล่าพันธมิตรของ LockBit คือการที่เจ้าหน้าที่ครอบครองซอร์สโค้ดและประวัติการแชททั้งหมด ซึ่งหมายความว่าตัวตนของแฮกเกอร์รายย่อยอาจถูกเปิดเผยในเร็วๆ นี้
คำถามที่พบบ่อย
Operation Cronos คืออะไร?
คือปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนานาชาติ นำโดย NCA ของสหราชอาณาจักร เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ยึดเซิร์ฟเวอร์ และหยุดการทำงานของกลุ่มแรนซัมแวร์ LockBit
Ransomware-as-a-Service (RaaS) ทำงานอย่างไร?
เป็นโมเดลที่ผู้พัฒนาแรนซัมแวร์ (Core Group) ให้เช่าหรืออนุญาตให้แฮกเกอร์รายอื่น (Affiliates) นำมัลแวร์ไปใช้โจมตีเป้าหมาย โดยมีการแบ่งรายได้จากค่าไถ่ที่เรียกเก็บได้
การจ่ายเงินค่าไถ่ช่วยให้ได้ข้อมูลคืนจริงหรือไม่?
ไม่การันตี ข้อมูลจาก NCA ระบุว่าแม้เหยื่อจะจ่ายเงินไปแล้ว แต่ข้อมูลบางส่วนก็ยังคงถูกเก็บไว้หรือถูกนำมาเปิดเผยในภายหลัง
เหยื่อที่ไม่ได้จ่ายค่าไถ่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร?
เจ้าหน้าที่ได้ยึดกุญแจถอดรหัส (Decryption Keys) จากระบบของ LockBit ซึ่งสามารถนำมาใช้ช่วยองค์กรที่ถูกล็อกข้อมูลให้สามารถเข้าถึงไฟล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
LockBit จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่?
มีความเป็นไปได้ เนื่องจากผู้นำกลุ่มมีความยึดติดกับแบรนด์สูงและอาจพยายามกู้คืนระบบ แต่ความเชื่อมั่นจากเหล่าพันธมิตรจะลดลงเนื่องจากข้อมูลความลับถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปหมดแล้ว



