LinkedIn เปิดตัวระบบยืนยันตัวตนใหม่ สกัดกั้นมิจฉาชีพและบัญชีปลอม
ในยุคที่การปลอมแปลงตัวตนบนโลกออนไลน์ทวีความรุนแรงขึ้น LinkedIn แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมสำหรับมืออาชีพได้ประกาศยกระดับความปลอดภัยด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ Verification หรือระบบยืนยันตัวตนและประวัติการทำงาน เพื่อสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโปรไฟล์จริงและบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้ใช้งาน
เป้าหมายหลักของความเคลื่อนไหวนี้คือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานกว่า 900 ล้านคน ว่าบุคคลที่พวกเขากำลังติดต่อด้วยหรือเนื้อหาที่ได้รับชมนั้นมีความน่าเชื่อถือและเป็นตัวตนจริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ เช่น การหลอกลงทุน หรือการประกาศรับสมัครงานปลอม
3 ช่องทางการยืนยันตัวตนแบบฟรี
LinkedIn นำเสนอทางเลือกในการยืนยันตัวตน 3 รูปแบบ ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- การยืนยันผ่านอีเมลบริษัท: วิธีที่ง่ายที่สุดคือการขอรับรหัสความปลอดภัยผ่านอีเมลที่ใช้ทำงาน และนำรหัสนั้นมากรอกในระบบของ LinkedIn เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้ทำงานที่บริษัทนั้นจริง
- การยืนยันผ่าน Clear: ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาสามารถใช้บริการของ Clear (ผู้ให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยในสนามบิน) โดยระบบจะใช้หมายเลขโทรศัพท์และบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาลในการตรวจสอบชื่อและตัวตน
- การยืนยันผ่าน Microsoft Entra Verified ID: เป็นการใช้แพลตฟอร์มระบุตัวตนดิจิทัลสำหรับองค์กรของ Microsoft ซึ่งจะช่วยยืนยันทั้งชื่อและนายจ้างปัจจุบัน โดยวิธีนี้จะเริ่มทยอยเปิดใช้งานกับบริษัทนำร่องบางแห่งในช่วงปลายเดือน
เมื่อผู้ใช้งานดำเนินการยืนยันตัวตนสำเร็จ จะมีช่อง Verification ปรากฏขึ้นบนหน้าโปรไฟล์ เพื่อแสดงรายละเอียดการรับรองให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- วัตถุประสงค์: เพื่อต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมฉ้อโกงและบัญชีปลอมบนแพลตฟอร์ม
- ค่าใช้จ่าย: ฟีเจอร์การยืนยันตัวตนทั้ง 3 รูปแบบเปิดให้ใช้งานได้ฟรี
- การเข้าถึง: เริ่มเปิดใช้งานในสหรัฐอเมริกาก่อน และจะขยายไปยังภูมิภาคอื่นในอนาคต
- เทคโนโลยี: Microsoft Entra ใช้มาตรฐานแบบเปิด (Open Standards) เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบ HR ของบริษัทต่างๆ ได้ง่าย
| วิธีการ | สิ่งที่ใช้ยืนยัน | กลุ่มเป้าหมาย/เงื่อนไข |
|---|---|---|
| อีเมลบริษัท | รหัสความปลอดภัยจาก Work Email | ผู้ที่มีอีเมลองค์กร |
| Clear | เบอร์โทรศัพท์ และ ID รัฐบาล | ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา |
| Microsoft Entra | Digital Employee ID | พนักงานในบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ |
ความท้าทายในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์
แม้ว่าระบบยืนยันตัวตนจะช่วยให้การปลอมแปลงบัญชีบุคคลที่มีชื่อเสียงทำได้ยากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบุว่า มิจฉาชีพอาจยังคงสร้างตัวตนสมมติหรือบริษัทปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงได้ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่หันมาใช้การยืนยันตัวตน จะทำให้บัญชีที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองดูน่าสงสัยมากขึ้น
Ronnie Tokazowski จากบริษัท Cofense ให้ความเห็นว่า มิจฉาชีพมักแอบอ้างตำแหน่งระดับสูงในบริษัทดังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลงทุนหรือส่งงานปลอม ดังนั้นการมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับ LinkedIn ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนมักให้ความไว้วางใจสูงกว่าโซเชียลมีเดียทั่วไป
คำถามที่พบบ่อย
การยืนยันตัวตนบน LinkedIn มีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
ไม่มีค่าใช้จ่าย ฟีเจอร์การยืนยันตัวตนทั้ง 3 รูปแบบที่ประกาศออกมานั้นเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้ได้ฟรี
หากไม่ได้อยู่ในสหรัฐอเมริกาจะสามารถใช้งานได้หรือไม่?
ในขณะนี้การเปิดตัวเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาก่อน แต่ทาง LinkedIn มีแผนที่จะขยายวิธีการยืนยันตัวตนให้ครอบคลุมผู้ใช้งานทั่วโลกในลำดับถัดไป
การยืนยันตัวตนช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้จริงหรือ?
ช่วยได้ในระดับหนึ่ง โดยทำให้การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นหรือพนักงานในบริษัทที่มีอยู่จริงทำได้ยากขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานแยกแยะโปรไฟล์จริงออกจากโปรไฟล์ปลอมได้ง่ายขึ้น
Microsoft Entra Verified ID คืออะไร?
คือระบบระบุตัวตนดิจิทัลสำหรับที่ทำงานที่พัฒนาโดย Microsoft ซึ่งใช้มาตรฐานแบบเปิดเพื่อให้องค์กรสามารถออกบัตรพนักงานดิจิทัลและนำมาเชื่อมต่อกับ LinkedIn ได้อย่างปลอดภัย
จะทราบได้อย่างไรว่าใครผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว?
คุณสามารถสังเกตได้จากช่อง Verification ที่จะปรากฏบนหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้งานรายนั้นๆ พร้อมรายละเอียดการยืนยัน



