Kindle Fire รีวิวแท็บเล็ตสายบันเทิงราคาประหยัดจาก Amazon
เมื่อ Amazon ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ตลาดแท็บเล็ตอย่างเต็มตัวด้วย Kindle Fire ในราคาเพียง 199.99 ดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การสร้างเครื่องมือสำหรับทำงานที่ทรงพลัง แต่เป็นการสร้างอุปกรณ์ที่เน้นการ "บริโภคคอนเทนต์" หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ หรือฟังเพลง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Amazon มีเหนือคู่แข่งรายอื่น
แม้ว่าในเชิงสเปก Kindle Fire อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อท้าชนกับ iPad ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน แต่ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและการเชื่อมต่อกับระบบนิเวศของ Amazon ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตไว้ใช้งานยามว่าง
ดีไซน์และการออกแบบ: เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง
ในด้านรูปลักษณ์ Kindle Fire มาในรูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ หน้าจอมีความเงางาม ซึ่งหากมองเผินๆ จะมีความคล้ายคลึงกับ BlackBerry PlayBook อย่างมาก ทั้งในเรื่องของขนาดและวัสดุที่เป็นพลาสติกผิวสัมผัสนุ่ม (Soft-touch casing) โดยมีน้ำหนักเพียง 0.9 ปอนด์
จุดเด่นที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ความคล่องตัว เมื่อเทียบกับ iPad 2 ที่มีน้ำหนักมากกว่า (1.3 ปอนด์) ทำให้ Kindle Fire ไม่สร้างความเมื่อยล้าเมื่อต้องถืออ่านหนังสือหรือนิตยสารเป็นเวลานาน แม้ดีไซน์จะดูไม่แปลกใหม่ แต่ความแข็งแรงและการจับถือถือว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยม

สเปกภายในและคุณภาพหน้าจอ
หัวใจหลักของเครื่องคือ CPU แบบ Dual-core TI OMAP ความเร็ว 1GHz พร้อม RAM 512MB และหน่วยความจำภายใน 8GB (ใช้งานจริงได้ประมาณ 6GB) รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11b/g/n แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ไม่มี Bluetooth, 3G หรือ GPS และไม่มีเซนเซอร์วัดแสงสำหรับปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ
หน้าจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 600 ให้สีสันที่สดใสและตัวอักษรที่คมชัด การตอบสนองต่อการสัมผัสทำได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะมีอาการหน่วงบ้างในขณะเลื่อนหน้าจอ ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาที่ซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์

| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| หน่วยประมวลผล | TI OMAP Dual-core 1GHz |
| หน่วยความจำ (RAM) | 512MB |
| พื้นที่เก็บข้อมูล | 8GB (ใช้งานได้จริง ~6GB) |
| หน้าจอ | 7 นิ้ว LCD (1024 x 600) |
| น้ำหนัก | 0.9 ปอนด์ |
| การเชื่อมต่อ | Wi-Fi (ไม่มี Bluetooth/GPS) |

ประสิทธิภาพการใช้งานและแบตเตอรี่
ด้านพลังงาน Kindle Fire ทำได้น่าประทับใจ โดยสามารถใช้งานอ่านหนังสือต่อเนื่องได้ถึง 8 ชั่วโมงตามที่ Amazon เคลมไว้ และสามารถใช้งานทั่วไปได้หลายวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตาม ระบบการแสดงผลเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่ต้องเข้าไปดูในเมนูตั้งค่าเท่านั้น อาจเป็นจุดที่ผู้ใช้บางส่วนรู้สึกไม่สะดวก
ในส่วนของความเร็ว การทดสอบผ่าน Linpack ได้คะแนนเฉลี่ย 34 MFLOPS และการทดสอบเบราว์เซอร์ SunSpider ได้ 2541.9ms ซึ่งถือว่าใช้งานได้ แต่หากเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Tab 7.0 Plus จะรู้สึกได้ว่า Kindle Fire มีความล่าช้ากว่าเล็กน้อย

ประสบการณ์ซอฟต์แวร์และบริการจาก Amazon
Amazon เลือกที่จะปรับแต่ง (Fork) ระบบปฏิบัติการ Android ให้เป็นรูปแบบของตัวเอง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ใช้งานง่ายและเชื่อมโยงกับบริการของบริษัทได้อย่างไร้รอยต่อ
การใช้งานทั่วไปและอินเทอร์เฟซ
หน้าตาของระบบถูกปรับให้ดูสะอาดตาและเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการเพิ่มจุดแตะที่แถบสถานะด้านขวาเพื่อเข้าถึงการตั้งค่าความสว่างและระดับเสียงได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง เช่น ความไวในการปัดหน้าจอที่บางครั้งไม่แม่นยำ และอาการกระตุกของไอคอนบนหน้าโฮม

การอ่านหนังสือและอีเมล
แอปอ่านหนังสือทำหน้าที่ได้ดีตามมาตรฐานของ Kindle สามารถปรับขนาดฟอนต์ สี และไฮไลต์ข้อความได้ แต่ขาดฟีเจอร์ X-ray ที่มีใน Kindle Touch ส่วนแอปอีเมลเป็นระบบ IMAP พื้นฐานที่ใช้งานได้จริง และรองรับการ Push update สำหรับผู้ใช้ Gmail ผ่านบัญชี Exchange

ความบันเทิง: เพลงและวิดีโอ
แอปพลิเคชันเพลงและวิดีโอเน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะวิดีโอที่จะนำเสนอคอนเทนต์แนะนำบนหน้าแรก ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับสมาชิก Amazon Prime ที่สามารถเข้าถึงเนื้อหาฟรีได้ทันที

จุดเด่นด้านการช้อปปิ้งและระบบนิเวศ
สิ่งที่ Amazon ทำได้เหนือกว่าคู่แข่งคือการ ทลายกำแพงระหว่างการเป็นเจ้าของและการซื้อ ผู้ใช้สามารถสลับจากการดูคอนเทนต์ในเครื่องไปสู่การเลือกซื้อใน Store ได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุดในบรรดาแท็บเล็ตทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมี Whispersync เทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณซิงค์ตำแหน่งการอ่านหนังสือหรือจุดที่ดูวิดีโอค้างไว้ข้ามอุปกรณ์ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการดูบนคอมพิวเตอร์แล้วมาดูต่อบน Kindle Fire

ข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
Silk Browser: เบราว์เซอร์ที่ Amazon พัฒนาขึ้นมา แม้จะโฆษณาว่ารวดเร็ว แต่จากการใช้งานจริงกลับไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน และยังมีปัญหาเรื่องการเลื่อนหน้าจอที่ติดขัดเมื่อเทียบกับ Safari บน iPad
แอปพลิเคชันภายนอก: เนื่องจากการแยกตัวออกจาก Google Play Store ทำให้ Kindle Fire มีแอปให้เลือกน้อยกว่ามาก (ประมาณ 10,000 แอป เทียบกับหลักแสนใน Google Store) และแอปส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับโทรศัพท์ ทำให้การแสดงผลบนแท็บเล็ตดูไม่สมบูรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ราคาคุ้มค่า: เป็นแท็บเล็ตที่ให้ประสบการณ์การใช้งานดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับราคา 199.99 ดอลลาร์
- เน้นความบันเทิง: ออกแบบมาเพื่อการอ่าน ดูหนัง และฟังเพลง มากกว่าการทำงาน
- ระบบนิเวศแข็งแกร่ง: เชื่อมต่อกับบริการของ Amazon ได้อย่างไร้รอยต่อ
- ข้อจำกัดด้านแอป: ไม่มี Google Play Store ทำให้จำนวนแอปพลิเคชันมีจำกัด
- พื้นที่เก็บข้อมูลน้อย: มีเพียง 8GB และไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้
คำถามที่พบบ่อย
Kindle Fire สามารถใช้แทนโน้ตบุ๊กได้หรือไม่?
ไม่แนะนำสำหรับการทำงานหนัก เนื่องจากสเปกและซอฟต์แวร์ถูกออกแบบมาเพื่อการบริโภคคอนเทนต์ (Consumption) มากกว่าการสร้างสรรค์งาน (Productivity)
สามารถติดตั้งแอปจาก Google Play Store ได้หรือไม่?
ไม่ได้ เนื่องจาก Amazon ใช้ระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งเองและมี Appstore ของตัวเอง ซึ่งมีจำนวนแอปน้อยกว่า Google Play Store อย่างมาก
แบตเตอรี่ใช้งานได้นานแค่ไหน?
สำหรับการอ่านหนังสือต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมง และหากใช้งานทั่วไปสามารถอยู่ได้หลายวันโดยไม่ต้องชาร์จ
Whispersync คืออะไรและทำงานอย่างไร?
คือระบบซิงค์ข้อมูลอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณจำตำแหน่งล่าสุดที่อ่านหนังสือหรือดูวิดีโอค้างไว้ เมื่อคุณเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์อื่นในบัญชีเดียวกัน ระบบจะพาคุณกลับไปยังจุดเดิมทันที
พื้นที่เก็บข้อมูล 8GB เพียงพอหรือไม่?
สำหรับผู้ที่เน้นการสตรีมมิ่งผ่าน Wi-Fi ถือว่าเพียงพอ แต่สำหรับผู้ที่ชอบโหลดหนัง HD หรือเพลงจำนวนมากเก็บไว้ในเครื่อง พื้นที่ที่ใช้งานได้จริงประมาณ 6GB อาจไม่เพียงพอและต้องบริหารจัดการไฟล์อย่างระมัดระวัง
