IronKey และภารกิจเจาะรหัส Bitcoin มูลค่า 235 ล้านดอลลาร์ที่เจ้าของไม่ยอมปลดล็อก
ลองจินตนาการว่าคุณมีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เก็บไว้ในอุปกรณ์ USB ขนาดเล็ก แต่คุณกลับจำรหัสผ่านไม่ได้ และหากเดาผิดอีกเพียง 2 ครั้ง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบหายไปตลอดกาล นี่คือสถานการณ์จริงที่ Stefan Thomas ผู้ประกอบการคริปโตชาวสวิสกำลังเผชิญกับ IronKey รุ่นปี 2011 ของเขา ซึ่งบรรจุ 7,002 Bitcoin ไว้ภายใน
ในขณะที่เจ้าของเงินกำลังสิ้นหวัง ทีมแฮกเกอร์จากบริษัทสตาร์ทอัพชื่อ Unciphered กลับค้นพบวิธีที่จะเปิด "หีบสมบัติ" ใบนี้ได้สำเร็จ แต่เรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อเจ้าของทรัพย์สินปฏิเสธความช่วยเหลือจากพวกเขา
การพิสูจน์ความสามารถ: เมื่อรหัสผ่านไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถเจาะระบบของ IronKey S200 ได้จริง ทีม Unciphered ได้ทำการทดสอบกับผู้สื่อข่าว โดยการให้ผู้สื่อข่าวตั้งรหัสผ่านแบบสุ่ม 3 คำ ซึ่งตามปกติแล้ว IronKey จะลบข้อมูลทิ้งทันทีหากใส่รหัสผิดเกิน 10 ครั้ง แต่ทีมงานสามารถเจาะรหัสผ่านดังกล่าวได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน โดยใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงทดลองสุ่มรหัสถึง 200 ล้านล้านครั้ง
ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักนานกว่า 8 เดือน เพื่อสร้างเทคนิคการเจาะรหัสลับที่ทำให้พวกเขาสามารถลองใส่รหัสได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะถูกลบ

Project Everest: เบื้องหลังการวิศวกรรมย้อนรอยระดับสูง
Unciphered เรียกภารกิจนี้ว่า Project Everest เนื่องจากความยากระดับสูงสุดในการเจาะอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน FIPS-140-2 Level 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่หน่วยงานข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ไว้วางใจ ทีมงานซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากอดีตหน่วยงานความมั่นคงระดับชาติได้ใช้วิธีการที่ซับซ้อนดังนี้:
- การวิเคราะห์โครงสร้าง: ใช้เครื่อง CT scan สแกนตัวอุปกรณ์และใช้เลเซอร์ตัดชิป Atmel ซึ่งเป็นส่วนเก็บความลับทางรหัสผ่าน (Secure Enclave) ออกมา
- การลอกชั้นชิป (Decapping): ใช้กรดไนตริกกัดชั้นอีพ็อกซี่ที่ป้องกันการดัดแปลงออก และใช้สารละลายซิลิกาขัดผิวชิปออกทีละไมครอน
- การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ: ถ่ายภาพแต่ละชั้นด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเพื่อสร้างแผนผังการทำงานของหน่วยความจำ ROM (Read-Only Memory) ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่อ่านได้อย่างเดียวและถูกฝังไว้ในวงจร
- การดักฟังข้อมูล: เชื่อมต่อสายไฟขนาดเล็กจิ๋วเพื่อดักจับสัญญาณการสื่อสารที่เข้าและออกจากชิปความปลอดภัย

หลังจากผ่านกระบวนการที่เหมือนกับการล่าสมบัติ ทีมงานสามารถพิชิต "ยอดเขาเอเวอเรสต์" ได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคม โดยสามารถปลดล็อก IronKey รุ่นปี 2011 ได้มากกว่าหนึ่งพันครั้งโดยที่ตัวอุปกรณ์ไม่เสียหาย

กำแพงที่สูงกว่ารหัสผ่าน คือ "ใจคน"
แม้จะมีเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในโลกคริปโตอยู่ในมือ แต่ Unciphered กลับไม่สามารถเข้าถึงตัว IronKey ของ Stefan Thomas ได้ เนื่องจาก Thomas ปฏิเสธข้อเสนอ โดยให้เหตุผลว่าเขาได้ทำข้อตกลงกับทีมกู้คืนข้อมูลอื่นอีกสองทีมไปก่อนหน้านี้แล้ว และต้องการให้เวลาทีมเหล่านั้นทำงานให้เสร็จสิ้นก่อน
Nick Fedoroff ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Unciphered กล่าวอย่างน่าสนใจว่า "เราเจาะรหัส IronKey ได้แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องเจาะใจ Stefan ซึ่งกลายเป็นส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้"

สรุปข้อมูลสำคัญของกรณี IronKey
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| จำนวน Bitcoin ที่สูญหาย | 7,002 BTC |
| มูลค่าโดยประมาณ | ประมาณ 235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| อุปกรณ์ที่ใช้เก็บ | IronKey S200 (รุ่นปี 2011) |
| ข้อจำกัดของอุปกรณ์ | ลบข้อมูลอัตโนมัติหากใส่รหัสผิดเกิน 10 ครั้ง (เหลือโอกาสอีก 2 ครั้ง) |
| ผู้พยายามกู้คืน | Unciphered, Naxo และ Chris Tarnovsky |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเสี่ยงสูง: Stefan Thomas ลองใส่รหัสผิดไปแล้ว 8 ครั้ง เหลือโอกาสเพียง 2 ครั้งสุดท้ายก่อนข้อมูลจะหายสาบสูญ
- เทคนิคขั้นสูง: Unciphered ใช้การวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse Engineering) ระดับฮาร์ดแวร์เพื่อข้ามระบบนับจำนวนครั้งการใส่รหัส
- ความปลอดภัยระดับชาติ: เทคนิคที่ Unciphered ค้นพบถูกเก็บเป็นความลับ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของข้อมูลที่ยังใช้ IronKey รุ่นเก่าอยู่
- มูลค่ามหาศาล: Bitcoin จำนวนนี้ได้มาจากการทำวิดีโอ "What is Bitcoin?" ในปี 2011 ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่าไม่ถึง 1 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Stefan Thomas ถึงไม่ยอมให้ Unciphered ช่วยปลดล็อก?
เนื่องจากเขามีข้อตกลงกับทีมผู้เชี่ยวชาญรายอื่นอยู่ก่อนแล้ว และต้องการรักษาคำมั่นสัญญาที่จะให้เวลาทีมเหล่านั้นทำงาน แม้ว่าทีมดังกล่าวจะยังไม่มีความคืบหน้าเท่ากับ Unciphered ก็ตาม
IronKey มีความปลอดภัยสูงแค่ไหน?
เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน FIPS-140-2 Level 3 ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันการดัดแปลงทางกายภาพและใช้สำหรับการเก็บข้อมูลลับระดับกองทัพและหน่วยงานข่าวกรอง
Unciphered ใช้วิธีใดในการเจาะรหัสโดยที่ข้อมูลไม่ถูกลบ?
บริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ใช้การวิเคราะห์โครงสร้างชิปในระดับไมครอนและการดักฟังการสื่อสารของฮาร์ดแวร์ เพื่อหาช่องโหว่ในการข้ามระบบป้องกันการเดารหัสผ่าน
หากปลดล็อกไม่ได้ Bitcoin เหล่านี้จะเป็นอย่างไร?
หากใส่รหัสผิดครบ 10 ครั้ง หรือไม่มีใครสามารถเจาะระบบได้ Bitcoin จำนวน 7,002 เหรียญนี้จะกลายเป็น "เหรียญที่ตายแล้ว" (Lost Coins) ซึ่งไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกตลอดกาล



