iPhone ถูกขโมยและเครือข่ายมืดเบื้องหลังบริการปลดล็อกเครื่อง
ในแต่ละปีมีสมาร์ทโฟนจำนวนมหาศาลถูกโจรกรรม แม้ว่า iPhone บางส่วนจะถูกส่งไปยังประเทศจีนเพื่อแยกชิ้นส่วนขาย แต่สำหรับอาชญากรไซเบอร์ การขายเครื่องที่สามารถ ปลดล็อก (Unlock) และล้างข้อมูลได้นั้นสร้างกำไรได้มากกว่าหลายเท่าตัว ล่าสุดนักวิจัยด้านความปลอดภัยได้เปิดโปงเครือข่ายใต้ดินที่ให้บริการเครื่องมือช่วยเข้าถึง iPhone ที่ถูกขโมยมาอย่างเป็นระบบ
จากการสืบสวนของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Infoblox พบว่ามีระบบนิเวศของซอฟต์แวร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วบนเว็บและแอปพลิเคชัน Telegram โดยกลุ่มผู้ขายเหล่านี้จะนำเสนอเครื่องมือปลดล็อกและเทคโนโลยีสร้างข้อความ Phishing (การหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อขอข้อมูลส่วนตัว) เพื่อให้เข้าถึงตัวเครื่องได้ นักวิจัยพบกลุ่มผู้ให้บริการหลายสิบกลุ่ม และตรวจพบเว็บไซต์ Phishing ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 แห่ง ซึ่งมีปริมาณการเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 350% ในปีที่ผ่านมา
กลไกการสร้างกำไรจากโทรศัพท์ที่ถูกขโมย
เป้าหมายหลักของขบวนการนี้คือการนำเครื่องไปขายต่อ (Reselling) โดย Maël Le Touz นักวิจัยจาก Infoblox ระบุว่าซอฟต์แวร์เหล่านี้มักขายในรูปแบบจ่ายตามการใช้งาน (Pay-per-use) ในราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 10 ดอลลาร์ ซึ่งดึงดูดกลุ่มมิจฉาชีพรายย่อยที่ไม่ได้ครอบครองเครื่องจำนวนมากในคราวเดียว
ความแตกต่างของมูลค่าเครื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญ โดย Dan Guido จากบริษัท Trail of Bits อธิบายว่า iPhone ที่ติดล็อกจะมีราคาเพียง 50 ถึง 200 ดอลลาร์ แต่หากสามารถปลดล็อกได้ มูลค่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 500 ถึง 1,000 ดอลลาร์ทันที สิ่งนี้ทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ทำงานร่วมกันเพื่อหาวิธีเจาะเข้าสู่ตัวเครื่อง
นอกจากมูลค่าตัวเครื่องแล้ว มิจฉาชีพยังมุ่งหวังเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและบัญชีธนาคาร โดย Will Lyne จากตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดเผยกรณีตัวอย่างกลุ่มชาย 4 คนที่ถูกจับกุมพร้อมโทรศัพท์ขโมยกว่า 5,000 เครื่อง ซึ่งมีการนำข้อมูลในเครื่องไปใช้โอนเงินจากบัญชีการเงินของเจ้าของเดิม

วิธีการที่มิจฉาชีพใช้เจาะระบบ
เมื่อมิจฉาชีพได้เครื่องไปในครอบครอง (Physical Access) หากไม่สามารถใช้วิธี Jailbreak (การดัดแปลงระบบปฏิบัติการเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของเครื่อง) กับรุ่นเก่าได้ พวกเขาจะหันไปใช้การโจมตีทางสังคม (Social Engineering) โดยการส่งข้อความ Phishing ไปยังเจ้าของเครื่อง
กลโกงที่พบบ่อยคือการสร้างหน้าเว็บปลอมที่เลียนแบบบริการ Find My ของ Apple โดยจะแสดงแผนที่ตำแหน่งปลอมของเครื่องเพื่อให้เจ้าของหลงเชื่อ จากนั้นจะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาขอรหัส PIN ของเครื่อง เพื่อให้มิจฉาชีพนำไปปลดล็อก iCloud และล้างเครื่องเพื่อนำไปขายต่อ โดยมักจะระบุรายละเอียดเครื่อง เช่น รุ่น สี และความจุ ได้อย่างถูกต้องเพราะอ่านข้อมูลจากตัวเครื่องที่ขโมยมาได้โดยตรง
เครื่องมือที่ใช้ในขบวนการ
- ซอฟต์แวร์ปลดล็อก: อ้างว่าสามารถ Jailbreak เครื่องรุ่นเก่าเพื่อดึงข้อมูลเจ้าของ
- ชุดเครื่องมือ Phishing: เช่น "Find My iPhone Off" เพื่อหลอกเอาข้อมูลบัญชี
- ระบบอัตโนมัติ: ใช้สคริปต์และ AI Voice Calling เพื่อให้การหลอกลวงดูแนบเนียนและทำได้ในปริมาณมาก
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- มูลค่าเพิ่ม: การปลดล็อกเครื่องช่วยเพิ่มราคาขายต่อจากหลักร้อยเป็นหลักพันดอลลาร์
- การเติบโต: เว็บไซต์ Phishing ที่เกี่ยวข้องกับบริการปลดล็อก iPhone เพิ่มขึ้น 350% ในปีที่ผ่านมา
- จุดอ่อน: การหลอกลวงผ่าน Social Engineering เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดเนื่องจากระบบล็อกของ Apple มีความแข็งแกร่งมาก
- พฤติกรรม: ซอฟต์แวร์ปลดล็อกส่วนใหญ่จะล้างข้อมูลในเครื่องทันทีที่เข้าถึงได้
| สถานะเครื่อง | มูลค่าโดยประมาณ | ความเสี่ยงต่อเจ้าของ | เป้าหมายของมิจฉาชีพ |
|---|---|---|---|
| ติดล็อก (Locked) | $50 - $200 | ปานกลาง | แยกชิ้นส่วนขาย |
| ปลดล็อกได้ (Unlocked) | $500 - $1,000 | สูงมาก | ขายต่อเครื่องสมบูรณ์ / เข้าถึงบัญชีธนาคาร |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมมิจฉาชีพถึงส่งข้อความมาหาเราหลังจากเครื่องหาย?
เพราะมิจฉาชีพต้องการรหัสผ่านหรือ PIN เพื่อปลดล็อก iCloud และฟีเจอร์ Find My ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เครื่องมีมูลค่าสูงขึ้นและสามารถนำไปขายต่อได้
เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าข้อความที่ได้รับเป็น Phishing?
ให้ระวังข้อความที่ขอรหัสผ่านหรือให้คลิกลิงก์เพื่อดูตำแหน่งเครื่อง โดยเฉพาะลิงก์ที่ไม่ได้มาจากโดเมนทางการของ Apple แม้ว่าในข้อความจะระบุรายละเอียดเครื่องของเราได้อย่างถูกต้องก็ตาม
ฟีเจอร์ Stolen Device Protection ช่วยได้อย่างไร?
เป็นระบบความปลอดภัยของ Apple ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญในเครื่องทำได้ยากขึ้นแม้โจรจะรู้รหัสผ่านเครื่องก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ต้องเข้าไปเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ด้วยตนเอง
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อใช้โทรศัพท์ในที่สาธารณะคืออะไร?
ควรเปิดใช้งานฟีเจอร์ป้องกันการโจรกรรมที่มากับเครื่อง อัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก และระมัดระวังสิ่งแวดล้อมรอบตัวขณะใช้งาน



