iPhone 7 และ 7 Plus รีวิวเจาะลึก: เมื่อ Apple เลือกความชัวร์มากกว่าความล้ำ
หากเปรียบเทียบวงจรการออกผลิตภัณฑ์ของ Apple เหมือนกับจังหวะนาฬิกา เราจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนคือ ปีหนึ่งจะมีการเปลี่ยนดีไซน์ครั้งใหญ่ และอีกปีจะเป็นการอัปเกรดไส้ในให้แรงขึ้น ซึ่ง iPhone 7 และ 7 Plus ตกอยู่ในกลุ่มหลังอย่างชัดเจน แม้ภายนอกจะดูเหมือนการปรับปรุงเล็กน้อยในบอดี้เดิม แต่ในความเป็นจริง Apple ได้สร้างสมาร์ทโฟนระดับโลกที่เน้นความ "เสถียรและปลอดภัย" มากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาด
การออกแบบและวัสดุ: ความสวยงามที่มาพร้อมรอยขีดข่วน

ในด้านรูปลักษณ์ Apple มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย เช่น เส้นสายของเสาสัญญาณที่โค้งมนไปตามตัวเครื่อง และการออกแบบโมดูลกล้องให้มีขอบอลูมิเนียมล้อมรอบเพื่อลดการยื่นออกมา นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความจุเริ่มต้นเป็น 32GB และขยับเพดานสูงสุดไปถึง 256GB พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่เบาลงเล็กน้อย
ไฮไลท์สำคัญคือการรองรับมาตรฐาน IP67 ซึ่งหมายถึงความสามารถในการป้องกันฝุ่น และการแช่ในน้ำลึกสูงสุด 1 เมตรได้นาน 30 นาที ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเมื่อเครื่องโดนฝนหรือตกน้ำ (แม้ว่าการรับประกันจะไม่ครอบคลุมความเสียหายจากของเหลวก็ตาม)

สำหรับสีสันใหม่ที่น่าสนใจคือ Jet Black ซึ่งผ่านกระบวนการ Anodization และขัดเงาจนดูเหมือนกระจก ให้ความรู้สึกหรูหราและไร้รอยต่อ แต่ข้อเสียร้ายแรงคือความเปราะบางต่อรอยขีดข่วน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายแม้จะใช้งานอย่างระมัดระวังเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ประเด็นร้อน: การตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดคือการนำช่องเสียบหูฟังมาตรฐานออก โดย Apple อ้างว่าเป็นความกล้าหาญเพื่อเพิ่มพื้นที่แบตเตอรี่และประสิทธิภาพการกันน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงสร้างความลำบากให้ผู้ใช้ที่ต้องพึ่งพาตัวแปลง Lightning-to-3.5mm ตลอดเวลา

หน้าจอและระบบเสียง: สีสันที่สมจริงยิ่งขึ้น

iPhone 7 มาพร้อมหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ 7 Plus ขนาด 5.5 นิ้ว แม้ความละเอียดจะเท่าเดิม แต่มีการอัปเกรดให้รองรับ DCI-P3 Wide Color Gamut ซึ่งเป็นมาตรฐานสีในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทำให้แสดงผลสีสันได้สดใสและแม่นยำกว่ามาตรฐาน sRGB ทั่วไป

นอกจากนี้ หน้าจอยังมีความสว่างเพิ่มขึ้น โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแสงรอบข้างเพื่อปรับความสว่างให้สู้แสงแดดได้ดีขึ้นเมื่อใช้งานกลางแจ้ง ส่วนคุณภาพเสียงนั้น แม้จะต้องผ่านตัวแปลงสัญญาณ แต่ผลการทดสอบพบว่าคุณภาพเสียงแทบไม่แตกต่างจากรุ่น 6s ที่มีช่องเสียบหูฟังในตัว

ประสิทธิภาพกล้อง: ก้าวกระโดดในความละเอียดเดิม

แม้จะใช้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่าเดิม แต่เซนเซอร์ใหม่ใน iPhone 7 ให้ภาพที่สีสันสดใสและดูเป็นธรรมชาติมากกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะการจัดการแสงในส่วนท้องฟ้าที่ทำได้ดีขึ้น ไม่เกิดอาการแสงฟุ้ง (Blown-out) เหมือนรุ่น 6s

ในสภาวะแสงน้อย การมี Optical Image Stabilization (OIS) หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหว และรูรับแสง f/1.8 ช่วยให้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น แม้ความสว่างของภาพอาจจะแพ้ Galaxy S7 Edge แต่ iPhone ให้สีที่สมจริงกว่า ส่วนกล้องหน้าถูกอัปเกรดเป็น 7 ล้านพิกเซล ทำให้การถ่ายเซลฟี่และวิดีโอมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความพิเศษของ iPhone 7 Plus: ระบบกล้องคู่
รุ่น Plus มาพร้อมกล้อง 12 ล้านพิกเซลสองตัว คือเลนส์มุมกว้าง (Wide-angle) และเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) ทำให้สามารถซูมแบบ Optical ได้ 2 เท่า ซึ่งให้ภาพที่คมชัดกว่าการซูมแบบดิจิทัล (Digital Zoom) ที่มักจะเกิด Noise เมื่อซูมเกิน 10 เท่า

แม้เลนส์เทเลโฟโต้จะมีรูรับแสง f/2.8 ซึ่งรับแสงได้น้อยกว่าเลนส์หลัก ทำให้สีและแสงของภาพอาจต่างกันเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปถือว่ายอมรับได้ และในอนาคต Apple ยังมีแผนเพิ่มฟีเจอร์สร้างเอฟเฟกต์ Bokeh (การทำพื้นหลังเบลอ) สำหรับภาพพอร์ตเทรตอีกด้วย

ซอฟต์แวร์ iOS 10: ฉลาดขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น

iOS 10 นำระบบ Machine Learning มาใช้ในแอป Photos เพื่อจัดกลุ่มภาพเป็น "ความทรงจำ" (Memories) และสามารถค้นหาภาพด้วยคำสำคัญ (Keyword) ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้แอป Music ยังถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น และมีการนำ 3D Touch (หน้าจอรับแรงกด) มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในหลายแอปพลิเคชัน

ขุมพลัง A10 Fusion และการจัดการพลังงาน

หัวใจหลักคือชิป A10 Fusion แบบ Quad-core ที่แบ่งการทำงานเป็นคอร์ประสิทธิภาพสูง 2 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน 2 คอร์ ส่งผลให้การเปิดแอปพลิเคชันและการเล่นเกมกราฟิกสูง เช่น Mortal Kombat X ทำได้อย่างลื่นไหลโดยไม่มีอาการกระตุก

| รุ่นอุปกรณ์ | 3DMark Unlimited IS | Geekbench 3 (Multi-core) | Basemark OS II |
|---|---|---|---|
| iPhone 7 | 37,663 | 5,544 | 3,639 |
| iPhone 7 Plus | 37,784 | 5,660 | 3,751 |
| iPhone 6s | 24,601 | 4,427 | 2,354 |
| iPhone 6s Plus | 27,542 | 4,289 | 2,428 |

ด้านแบตเตอรี่มีการปรับปรุงให้ใหญ่ขึ้น (iPhone 7 เพิ่มขึ้น 14% และ 7 Plus เพิ่มขึ้น 5%) จากการตัดช่องหูฟังออก ผลการทดสอบวิดีโอพบว่า iPhone 7 ใช้งานได้ 12 ชั่วโมง 18 นาที และ 7 Plus ใช้งานได้ 14 ชั่วโมง 10 นาที ซึ่งถือว่าอึดขึ้นกว่ารุ่น 6s อย่างเห็นได้ชัด

การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟน

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy S7 และ S7 Edge พบว่า Samsung ยังคงโดดเด่นเรื่องความละเอียดหน้าจอและสีสันที่จัดจ้าน ขณะที่ HTC 10 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เน้นคุณภาพงานประกอบและระบบเสียงระดับ Hi-res พร้อมช่องเสียบหูฟังในตัว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

- มาตรฐานกันน้ำ: รองรับ IP67 กันฝุ่นและแช่น้ำได้ 1 เมตร นาน 30 นาที
- หน้าจอ: รองรับ DCI-P3 Wide Color ให้สีสันสมจริงระดับมาตรฐานภาพยนตร์
- กล้อง: iPhone 7 Plus มีเลนส์คู่ ซูม Optical ได้ 2 เท่า
- ชิปประมวลผล: A10 Fusion แรงที่สุดในอุปกรณ์พกพาของ Apple ณ ขณะนั้น
- การเชื่อมต่อ: ตัดช่องหูฟัง 3.5 มม. ออก เปลี่ยนไปใช้พอร์ต Lightning

คำถามที่พบบ่อย

















iPhone 7 และ 7 Plus ต่างกันอย่างไรในด้านประสิทธิภาพ?
ในด้านความเร็วแทบไม่ต่างกันเพราะใช้ชิป A10 Fusion เหมือนกัน แต่รุ่น Plus จะมี RAM 3GB (ขณะที่รุ่นปกติมี 2GB) และมีระบบกล้องคู่ที่ซูมได้ ซึ่งรุ่นปกติทำไม่ได้
สี Jet Black มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
ข้อดีคือความสวยงาม เงางามเหมือนกระจกและดูหรูหรามาก แต่ข้อเสียคือเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายมาก แม้จะใช้งานอย่างระมัดระวัง
การไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. ส่งผลต่อคุณภาพเสียงหรือไม่?
ไม่ส่งผล จากการทดสอบเปรียบเทียบผ่านตัวแปลง Lightning-to-3.5mm พบว่าคุณภาพเสียงที่ได้นั้นใกล้เคียงกับรุ่น 6s ที่มีช่องเสียบหูฟังเดิม
แบตเตอรี่ของ iPhone 7 อึดขึ้นจริงไหม?
จริง โดย iPhone 7 ใช้งานได้นานขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมง และ 7 Plus นานขึ้นประมาณ 1.5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับรุ่น 6s ในการทดสอบเล่นวิดีโอต่อเนื่อง
กล้องของ iPhone 7 สู้คู่แข่งอย่าง Samsung ได้หรือไม่?
สู้ได้ในเรื่องของความแม่นยำของสีและการจัดการแสง (Exposure) แม้ Samsung อาจจะให้ภาพที่สว่างกว่าในที่มืดหรือมีมุมมองที่กว้างกว่าในบางสถานการณ์
