iOS 5 รีวิวเจาะลึก การอัปเกรดครั้งสำคัญที่เปลี่ยนโฉมประสบการณ์ผู้ใช้ Apple
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา iOS ของ Apple เป็นที่ยอมรับในเรื่องความลื่นไหลและความประณีต แต่ในขณะเดียวกันก็มักถูกวิจารณ์ว่าขาดฟีเจอร์พื้นฐานที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม Apple ได้ใช้กลยุทธ์การอัปเดตรายปีเพื่อปิดช่องว่างเหล่านั้นมาโดยตลอด ตั้งแต่การเปิดตัว App Store ในปี 2008, การเพิ่มระบบ Copy and Paste ในปี 2009 จนถึงระบบ Multitasking ในปีที่ผ่านมา และในปี 2011 นี้ iOS 5 ได้ก้าวเข้ามาเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องสำคัญด้วยการนำเสนอ Notification Center, iCloud และ iMessage
ภาพรวมและการออกแบบ
หากคุณคาดหวังการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์แบบพลิกฝ่ามือใน iOS 5 คุณอาจจะผิดหวัง เพราะ Apple ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้เกือบทั้งหมด มีเพียงการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เช่น ปุ่มสวิตช์ที่เปลี่ยนจากทรงเหลี่ยมเป็นทรงมน และการลดเงาบริเวณฟองคำพูดในข้อความ ซึ่งโดยรวมแล้วยังคงเป็นดีไซน์ที่ผู้ใช้คุ้นเคยเป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์หลักที่น่าสนใจ
Notification Center: บอกลาการแจ้งเตือนแบบขัดจังหวะ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการรื้อระบบแจ้งเตือนใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนจาก Modal Alerts (การแจ้งเตือนแบบหน้าต่างเด้งกลางจอที่ขัดจังหวะการทำงาน) มาเป็น Notification Center หรือศูนย์แจ้งเตือน ซึ่งจะแสดงผลเป็นแบนเนอร์ด้านบนของหน้าจออย่างไม่รบกวนผู้ใช้
ผู้ใช้สามารถปัดหน้าจอลงเพื่อดูรายการแจ้งเตือนทั้งหมด ซึ่งจะถูกจัดกลุ่มตามแอปพลิเคชันและเรียงตามเวลา นอกจากนี้ยังมีวิดเจ็ตสภาพอากาศและหุ้นที่อัปเดตข้อมูลตามตำแหน่งที่ตั้งจริง ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลด่วนได้โดยไม่ต้องเปิดแอป สำหรับผู้ที่เล่นเกมหรือดูวิดีโอเต็มหน้าจอ ระบบจะกำหนดให้ต้องปัดสองครั้งเพื่อป้องกันการเปิดศูนย์แจ้งเตือนโดยไม่ตั้งใจ
iMessage: ยุคใหม่ของการส่งข้อความฟรี
iMessage คือการยกระดับแอปข้อความเดิมให้สามารถส่งหากันได้ฟรีระหว่างผู้ใช้ iPhone, iPad และ iPod touch ที่ใช้ iOS 5 โดยระบบจะทำงานอย่างชาญฉลาด หากผู้รับใช้บริการของ Apple ระบบจะส่งผ่าน iMessage เพื่อเลี่ยงค่าบริการ แต่หากผู้รับไม่ได้ใช้ จะสลับไปใช้ SMS หรือ MMS ตามปกติโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นการท้าทายผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออย่างกล้าหาญจาก Apple
iCloud: การเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ
iCloud เข้ามาแทนที่ MobileMe โดยมอบพื้นที่เก็บข้อมูลฟรี 5GB สำหรับสำรองข้อมูลและซิงค์แอปพลิเคชัน เช่น iWork (Pages, Numbers, Keynote) และ Photos ซึ่งจะซิงค์รูปภาพล่าสุด 1,000 รูป หรือรูปในรอบเดือนล่าสุดให้ทุกอุปกรณ์โดยไม่หักพื้นที่โควตา 5GB
นอกจากนี้ยังมี iTunes in the Cloud ที่ช่วยให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดเนื้อหาที่เคยซื้อไปแล้วกลับมาได้อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งานอย่างมาก
Siri: ผู้ช่วยอัจฉริยะ
Siri คือวิวัฒนาการขั้นสุดของระบบผู้ช่วยที่ Apple พัฒนามาอย่างยาวนาน โดยฟีเจอร์นี้จะรองรับเฉพาะใน iPhone 4S ซึ่งช่วยให้การสั่งงานด้วยเสียงมีความแม่นยำและทรงพลังมากขึ้น
การปรับปรุงด้านการถ่ายภาพและเว็บเบราว์เซอร์
กล้องและรูปภาพ
iOS 5 เพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพด้วยการใช้ปุ่มเพิ่มเสียงเป็นปุ่มชัตเตอร์ และเพิ่ม Grid (เส้นตาราง 3x3) เพื่อช่วยในการจัดองค์ประกอบภาพตามกฎสามส่วน นอกจากนี้ยังมีระบบ Exposure Lock (การล็อกค่าแสง) โดยการแตะค้างที่หน้าจอ และสามารถเข้าถึงกล้องได้อย่างรวดเร็วด้วยการดับเบิลคลิกปุ่ม Home ขณะล็อกหน้าจอ
Safari ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
สำหรับ iPad ผู้ใช้สามารถใช้งาน Tabbed Browsing (การเปิดหลายแท็บ) ได้แล้ว ช่วยให้สลับหน้าเว็บได้รวดเร็วขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Reader ที่ช่วยตัดส่วนเกินของหน้าเว็บออกเพื่อให้เหลือแต่เนื้อหาที่อ่านง่าย และ Reading List สำหรับบันทึกหน้าเว็บไว้อ่านภายหลังซึ่งจะซิงค์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้
ประสิทธิภาพบนอุปกรณ์รุ่นเก่า
จากการทดสอบพบว่า iPhone 4 และ iPad 2 ยังคงทำงานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล ส่วน iPad รุ่นแรกแม้จะใช้งานได้แต่ยังมีข้อจำกัดด้าน RAM ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์โดยรวมของ iOS 5 บนเครื่องรุ่นเก่าถือว่าดีกว่าตอนที่ iOS 4 ลงใน iPhone 3G อย่างเห็นได้ชัด
ฟีเจอร์เสริมอื่นๆ
- PC Free: ตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่ได้โดยไม่ต้องต่อคอมพิวเตอร์ และซิงค์ผ่าน WiFi ได้
- Split Keyboard: คีย์บอร์ดแยกฝั่งสำหรับ iPad เพื่อให้พิมพ์ได้สะดวกขึ้น
- OTA Updates: อัปเดตระบบผ่านอากาศ (Over-the-Air) โดยดาวน์โหลดเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลง (Delta update) ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง
- AirPlay Mirroring: สะท้อนหน้าจอ iPad 2 ไปยัง Apple TV ได้แบบไร้สาย
- Reminders: แอปเตือนความจำที่รองรับการแจ้งเตือนตามสถานที่ (Location-based alerts)
- Newsstand: ศูนย์รวมนิตยสารและสิ่งพิมพ์ดิจิทัลในที่เดียว
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Notification Center: เปลี่ยนระบบแจ้งเตือนจากแบบขัดจังหวะเป็นแบบแบนเนอร์และศูนย์รวมการแจ้งเตือน
- iMessage: ส่งข้อความฟรีระหว่างอุปกรณ์ Apple โดยสลับเป็น SMS อัตโนมัติหากผู้รับไม่ได้ใช้ iOS 5
- iCloud: ให้พื้นที่ฟรี 5GB ซิงค์ข้อมูลแอป iWork และรูปภาพข้ามอุปกรณ์แบบไร้รอยต่อ
- Siri: ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงที่รองรับเฉพาะใน iPhone 4S
- Safari: เพิ่มระบบแท็บใน iPad และโหมด Reader เพื่อการอ่านที่สบายตาขึ้น
- OTA Updates: อัปเดตซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่าน WiFi ไม่ต้องใช้ iTunes บน PC
| ฟีเจอร์ | ความสามารถหลัก | อุปกรณ์ที่รองรับ |
|---|---|---|
| Notification Center | รวมการแจ้งเตือนและวิดเจ็ตสภาพอากาศ/หุ้น | ทุกอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 5 |
| iCloud | ซิงค์ข้อมูลและสำรองข้อมูลผ่าน Cloud (ฟรี 5GB) | ทุกอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 5 |
| iMessage | ส่งข้อความฟรีผ่านอินเทอร์เน็ต | ทุกอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 5 |
| Siri | ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งงานด้วยเสียง | iPhone 4S |
| AirPlay Mirroring | สะท้อนหน้าจอทั้งหมดไปยัง Apple TV | iPad 2, iPhone 4S |
คำถามที่พบบ่อย
iOS 5 เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกมากน้อยเพียงใด?
แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์หลัก มีเพียงการปรับรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ปุ่มสวิตช์ที่มนขึ้น และการลดเงาในแอปข้อความ
iMessage แตกต่างจาก SMS อย่างไร?
iMessage ส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้ไม่มีค่าบริการส่งข้อความเมื่อส่งหากันระหว่างผู้ใช้ Apple ในขณะที่ SMS จะเสียค่าบริการตามแพ็กเกจเครือข่าย
พื้นที่ iCloud 5GB เพียงพอสำหรับการสำรองข้อมูลหรือไม่?
สำหรับผู้ที่มีรูปภาพจำนวนมาก 5GB อาจไม่เพียงพอ ซึ่ง Apple มีตัวเลือกให้ซื้อพื้นที่เพิ่มเป็น 10GB, 20GB หรือ 50GB
ฟีเจอร์ Reader ใน Safari มีประโยชน์อย่างไร?
ช่วยตัดโฆษณาและส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นของหน้าเว็บออก ให้เหลือเพียงเนื้อหาและรูปภาพหลัก ทำให้การอ่านบนหน้าจอขนาดเล็กสะดวกยิ่งขึ้น
การอัปเดตแบบ OTA คืออะไร?
คือการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่าน WiFi โดยตรง (Over-the-Air) ซึ่งจะดาวน์โหลดเฉพาะไฟล์ส่วนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ใช้เวลาน้อยลงและไม่ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
