ICE กับวิกฤตการละเมิดข้อมูลลับ: เมื่อฐานข้อมูลความมั่นคงถูกใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัว
ฐานข้อมูลด้านการบังคับใช้กฎหมายที่ควรถูกใช้เพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ กลับกลายเป็นเครื่องมือในการระบายความแค้นส่วนตัวและการทุจริต เมื่อข้อมูลจากหน่วยงาน ICE (Immigration and Customs Enforcement) หรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ เผยให้เห็นการนำข้อมูลลับไปใช้ในทางที่ผิดอย่างกว้างขวาง
ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา มีรายงานว่าพนักงานและผู้รับเหมาของ ICE หลายร้อยรายถูกสอบสวนภายในฐานข้อหาละเมิดการใช้งานคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลลับ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีตั้งแต่การสะกดรอยตาม การคุกคาม ไปจนถึงการขายข้อมูลให้กับอาชญากร
เบื้องหลังการใช้อำนาจในทางที่ผิด
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลทางวินัยที่ WIRED ได้รับผ่านคำร้องขอข้อมูลสาธารณะ พบว่าเจ้าหน้าที่ ICE บางส่วนใช้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่น การค้นหาข้อมูลของอดีตคนรัก เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน รวมถึงการแบ่งปันรหัสผ่านให้สมาชิกในครอบครัวเข้าใช้งาน
ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการใช้ข้อมูลลับเพื่อฉ้อโกง หรือการรับเงินจากอาชญากรเพื่อแลกกับข้อมูลสิทธิพิเศษ โดยพบว่ามีการสอบสวนกรณีการใช้ข้อมูลหรือคอมพิวเตอร์ในทางที่ผิดอย่างน้อย 414 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์เหล่านี้ถูกส่งต่อไปยัง OPR (Office of Professional Relations) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการสอบสวนความผิดร้ายแรงทั้งทางแพ่งและอาญา
กรณีตัวอย่างการกระทำผิดที่ถูกยืนยัน
ในจำนวนคดีที่ OPR ตรวจสอบ มี 109 กรณีที่ถูกระบุว่า "มีมูล" (Substantiated) หรือ "ส่งต่อให้ฝ่ายบริหาร" ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ที่น่าตกใจ ดังนี้:
- เจ้าหน้าที่ในรัฐเวอร์มอนต์ถูกกล่าวหาว่าใช้ช่องทางออนไลน์ล่อลวงผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
- เจ้าหน้าที่พิเศษรับของกำนัลจากผู้ค้ายาเสพติดชาวโคลอมเบียเพื่อแลกกับข้อมูลลับ
- เจ้าหน้าที่ในรัฐเวอร์จิเนียแก้ไขบันทึกอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยเหลือญาติ
- ทนายความของ ICE ขโมยอัตลักษณ์ของผู้อพยพเพื่อนำไปฉ้อโกงบริษัทบัตรเครดิต

เครื่องมือสอดแนมและช่องโหว่ของระบบ
หนึ่งในระบบที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดมากที่สุดคือ ICM (Investigative Case Management) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จากบริษัท Palantir ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการสืบสวนทั้งทางแพ่งและอาญา ระบบนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย ตั้งแต่ประวัติการศึกษา ความสัมพันธ์ในครอบครัว บันทึกโทรศัพท์ ไปจนถึงข้อมูลทางชีวภาพ (Biometric data)
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ฐานข้อมูล TECS ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เพื่อข่มขู่เพื่อนร่วมงาน และการเข้าถึงประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ถูกกักตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตในศูนย์กักกัน Port Isabel
| หัวข้อ | รายละเอียด/จำนวน |
|---|---|
| จำนวนการสอบสวนการใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ | อย่างน้อย 414 ครั้ง |
| กรณีที่ถูกส่งให้ OPR สอบสวนความผิดร้ายแรง | เกือบ 50% ของเหตุการณ์ทั้งหมด |
| กรณีที่ผลการสอบสวนระบุว่า "มีมูล" | 109 กรณี |
| ประเภทข้อมูลที่ถูกละเมิด | ข้อมูลการแพทย์, ข้อมูลชีวภาพ, ตำแหน่งที่อยู่, ป้ายทะเบียนรถ |
| ระบบหลักที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด | ICM (โดย Palantir) และ TECS |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การเข้าถึงข้อมูลมหาศาล: ICE สามารถเข้าถึงข้อมูลจากทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ทำให้สามารถสร้างแฟ้มประวัติโดยละเอียดของบุคคลเกือบทุกคนได้
- วัฒนธรรมการใช้อำนาจ: ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาจาก "คนไม่กี่คน" แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ขาดการตรวจสอบ
- มาตรฐานการพิสูจน์: การระบุว่าความผิด "มีมูล" ของ ICE ใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่าการสอบสวนทางอาญา
- การตรวจสอบที่จำกัด: การตรวจพบการละเมิดส่วนใหญ่มักเกิดจาก "Self-queries" หรือการที่เจ้าหน้าที่ค้นหาข้อมูลตัวเอง ซึ่งตรวจพบได้ง่ายกว่าการค้นหาผู้อื่น
คำถามที่พบบ่อย
การละเมิดข้อมูลใน ICE เป็นเรื่องปกติหรือไม่?
เจ้าหน้าที่ ICE บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากมีการสืบค้นข้อมูลหลายล้านครั้งต่อปี แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิพลเมืองมองว่าเป็นปัญหาเชิงระบบที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบ
ระบบ ICM คืออะไรและทำไมถึงอันตราย?
ICM คือระบบจัดการคดีสืบสวนที่พัฒนาโดย Palantir ซึ่งรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับบุคคลไว้ในที่เดียว ความอันตรายอยู่ที่การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ได้ง่ายเกินไป ทำให้เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอย่างไร?
ในบันทึกที่เปิดเผยออกมา ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการทางวินัยหรือบทลงโทษที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดได้รับอย่างชัดเจน
ปัญหาการละเมิดข้อมูลนี้เกิดขึ้นเฉพาะใน ICE หรือไม่?
ไม่เพียงแต่ ICE เท่านั้น แต่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าตำรวจท้องถิ่นหลายแห่งในสหรัฐฯ ก็มีการใช้ฐานข้อมูลลับเพื่อสืบค้นข้อมูลคนรัก เพื่อนบ้าน หรือนักข่าวในทางที่ผิดเช่นกัน
ทำไมการค้นหาข้อมูลตัวเอง (Self-queries) ถึงเป็นประเด็น?
แม้จะดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันสะท้อนถึงทัศนคติที่ละเลยกฎเกณฑ์ และการที่ตรวจพบแต่กรณีเหล่านี้อาจหมายความว่าการละเมิดข้อมูลผู้อื่นที่ตรวจพบได้ยากกว่านั้นมีจำนวนมหาศาลกว่าที่ปรากฏในรายงาน



