H.264 กับเรื่องลิขสิทธิ์สิทธิบัตรที่คุณต้องรู้

ในโลกของการรับชมวิดีโอออนไลน์ เรามักจะได้ยินชื่อ H.264 อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นบน YouTube, กล้องดิจิทัล หรือแผ่น Blu-ray ซึ่งมาตรฐานนี้กลายเป็นตัวเลือกหลักที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft และ Google ให้การสนับสนุนเพื่อนำมาใช้แทนที่ Flash แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายนี้ มีประเด็นทางกฎหมายเรื่อง สิทธิบัตร (Patent) และค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อนซ่อนอยู่

ทำความเข้าใจ H.264 และระบบการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์

H.264 คือ Codec (เทคโนโลยีการบีบอัดและถอดรหัสข้อมูลวิดีโอ) ซึ่งเป็นมาตรฐานแบบเปิด (Open Standard) หมายความว่าใครก็สามารถสร้างซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานได้ แต่คำว่า "เปิด" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า "ฟรี" เพราะการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิ หรือ ค่ารอยัลตี้ (Royalty Fee) ให้กับ MPEG-LA

MPEG-LA ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารจัดการสิทธิบัตรให้กับบริษัทสมาชิกถึง 26 แห่ง เช่น Sony, Panasonic, Dolby, Toshiba และ Microsoft (ซึ่งถือครองสิทธิบัตรถึง 75 ฉบับ) รวมถึง Apple ด้วย นอกจากนี้ยังมี AT&T ที่ถือครองสิทธิบัตรบางส่วนใน MPEG-4 ซึ่งต้องเจรจาค่าธรรมเนียมแยกต่างหากจากกลุ่ม MPEG-LA

สรุปโครงสร้างการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ H.264 โดย MPEG-LA
กลุ่มผู้ใช้งาน หน้าที่ความรับผิดชอบ อัตราค่าธรรมเนียม
ผู้พัฒนา Codec ผู้สร้างและขายซอฟต์แวร์/ฮาร์ดแวร์ถอดรหัส ฟรี ถึง 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ผู้ให้บริการเนื้อหา (Commercial) ผู้จำหน่ายวิดีโอเพื่อสร้างรายได้ ตามเงื่อนไขการเผยแพร่ (ฟรี ถึง 5 ล้านดอลลาร์)
ผู้เผยแพร่วิดีโอฟรี ผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ฟรี (อย่างน้อยจนถึงปี 2015)
ผู้ใช้งานทั่วไป (End User) ผู้รับชมวิดีโอ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ใครบ้างที่ต้องจ่ายเงิน?

หลักการของ MPEG-LA คือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจาก "ต้นทาง" และ "ปลายทาง" ของห่วงโซ่การผลิต ได้แก่ ผู้ที่สร้างเครื่องมือถอดรหัส (Encoder) และผู้ที่นำไฟล์วิดีโอไปขายหรือให้บริการแก่ผู้ใช้ปลายทางเพื่อแสวงหากำไร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมซอฟต์แวร์อย่าง Windows 7, Mac OS X หรือโปรแกรมตัดต่ออย่าง Final Cut Pro จึงมักมีข้อความระบุในเงื่อนไขการใช้งานว่า "สำหรับใช้งานส่วนตัวและไม่ใช่เพื่อการค้าเท่านั้น" เพราะตัวซอฟต์แวร์ไม่ได้รวมค่าลิขสิทธิ์สำหรับการนำวิดีโอไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มาให้ด้วย หากคุณเป็นบริษัทที่ขายวิดีโอ H.264 โดยตรง คุณจำเป็นต้องทำสัญญาและจ่ายค่าลิขสิทธิ์แยกต่างหาก

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ผู้ใช้ทั่วไปไม่ต้องกังวล: หากคุณถ่ายวิดีโอแล้วอัปโหลดขึ้น YouTube หรือ Vimeo คุณไม่มีความเสี่ยงทางกฎหมาย เพราะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบค่าลิขสิทธิ์
  • วิดีโอฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย: การเผยแพร่วิดีโอทางอินเทอร์เน็ตแบบฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม (อย่างน้อยจนถึงปี 2015) เนื่องจาก MPEG-LA ยังไม่ต้องการกระทบต่อโมเดลธุรกิจที่ยังไม่นิ่ง
  • ความแตกต่างระหว่าง Open และ Free: H.264 เป็นมาตรฐานเปิดที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้สิทธิในสิทธิบัตร
  • ทางเลือกอื่น: มี Codec อย่าง Ogg Theora ที่เป็น Open Source และฟรี แต่มีข้อถกเถียงเรื่องคุณภาพที่ด้อยกว่า และความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องว่าละเมิดสิทธิบัตรของสมาชิก MPEG-LA

กรณีของ Mozilla Firefox และสงคราม Codec

หลายคนสงสัยว่าทำไม Firefox ถึงไม่รองรับ H.264 ในช่วงแรก คำตอบคือเรื่อง อุดมการณ์และค่าใช้จ่าย หาก Mozilla ต้องการใส่ตัวถอดรหัส H.264 ลงในเบราว์เซอร์ พวกเขาอาจต้องจ่ายเงินให้ MPEG-LA สูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งขัดกับหลักการซอฟต์แวร์เสรี (Free Software) ขององค์กร

แม้ Google จะพยายามผลักดัน VP8 (ซึ่งพัฒนาต่อจาก On2) เพื่อเป็นทางเลือก แต่การจะโค่นล้มความนิยมของ H.264 ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและมีความเข้ากันได้กับอุปกรณ์แทบทุกชนิดนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

คำถามที่พบบ่อย

ฉันต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ H.264 หรือไม่ถ้าฉันแค่ดูวิดีโอ?

ไม่ต้องจ่ายครับ ในฐานะผู้ใช้งานปลายทาง (End User) คุณไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมายใดๆ ในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ H.264

ถ้าฉันอัปโหลดวิดีโอลง YouTube ฉันจะถูกฟ้องไหม?

ไม่ถูกฟ้องครับ เพราะผู้ให้บริการอย่าง YouTube เป็นผู้ดูแลเรื่องการขอใช้สิทธิและจ่ายค่าธรรมเนียมในส่วนของการเผยแพร่เนื้อหา

ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึงเลือก H.264 แทนที่จะใช้ Codec ฟรี?

เพราะ H.264 ให้คุณภาพวิดีโอที่ดีกว่า มีความเข้ากันได้กับอุปกรณ์หลากหลาย และการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ MPEG-LA ช่วยให้บริษัทได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องเรื่องสิทธิบัตรในภายหลัง

การใช้ H.264 ในเชิงพาณิชย์หมายถึงอะไรบ้าง?

หมายถึงการนำวิดีโอที่เข้ารหัสด้วย H.264 ไปจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค หรือการให้บริการเนื้อหาแบบเก็บเงิน ซึ่งในกรณีนี้ผู้ให้บริการจะต้องทำสัญญาขอใช้สิทธิกับ MPEG-LA ให้ถูกต้อง