Generative AI ในภาครัฐ: ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ในขณะที่โลกธุรกิจกำลังตื่นตัวกับ Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้ด้วยตัวเอง หน่วยงานภาครัฐทั่วสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนและทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐคือ "ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ" ซึ่งทำให้การนำ AI มาใช้ในหน่วยงานรัฐต้องมีความระมัดระวังสูงกว่าปกติ
แนวทางการปรับใช้ที่แตกต่างกันในแต่ละหน่วยงาน
ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งมีท่าทีต่อการใช้ AI ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางแห่งเลือกที่จะปิดกั้นเพื่อความปลอดภัย ในขณะที่บางแห่งเปิดกว้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ดังนี้:
- กลุ่มที่ระมัดระวังสูง: สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (EPA) สั่งห้ามพนักงานเข้าถึง ChatGPT และรัฐเมน (Maine) สั่งแบนการใช้ Generative AI ในฝ่ายบริหารเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์
- กลุ่มที่นำมาประยุกต์ใช้: รัฐเวอร์มอนต์ (Vermont) อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้ AI เพื่อเรียนรู้ภาษาโปรแกรมมิ่งและเขียนโค้ดภายใน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในประเทศกินี ใช้ AI ช่วยร่างสุนทรพจน์และโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
- กลุ่มที่เน้นการควบคุมด้วยระเบียบ: เมืองซานโฮเซ (San Jose) ออกแนวทางปฏิบัติยาวถึง 23 หน้า โดยกำหนดให้พนักงานต้องกรอกแบบฟอร์มทุกครั้งที่ใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT, Bard หรือ Midjourney
| หน่วยงาน/พื้นที่ | สถานะการใช้งาน | วัตถุประสงค์/เหตุผล |
|---|---|---|
| EPA (สหรัฐฯ) | สั่งห้าม | ความปลอดภัยของข้อมูล |
| รัฐเมน | สั่งห้าม (ชั่วคราว) | ความปลอดภัยทางไซเบอร์ |
| รัฐเวอร์มอนต์ | อนุญาต | เขียนโค้ดและเรียนรู้โปรแกรมมิ่ง |
| เมืองซานโฮเซ | อนุญาตแบบควบคุม | มีระเบียบปฏิบัติและต้องรายงานการใช้ |
| เทศมณฑลอาลาเมดา | อนุญาตแบบยืดหยุ่น | เน้นการให้ความรู้เรื่องความเสี่ยง |
ความเสี่ยงและข้อควรระวังในการใช้ AI สำหรับงานรัฐ
การใช้ AI ในภาครัฐไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่ยังมีประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่อง ความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจาก AI มีแนวโน้มที่จะสร้างข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือแต่ผิดพลาด (Hallucination) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
ความปลอดภัยของข้อมูลและกฎหมายเปิดเผยข้อมูล
ข้อมูลใดก็ตามที่ถูกป้อนลงใน AI (Prompt) จะถูกนำไปใช้ในการฝึกฝนโมเดลของบริษัทเอกชน และอาจถูกนำไปแสดงผลให้กับผู้ใช้อื่นในอนาคต นอกจากนี้ ในหลายเมือง เช่น ซานโฮเซ และซีแอตเทิล ข้อมูลที่ป้อนเข้า AI อาจถูกถือว่าเป็น บันทึกสาธารณะ (Public Record) ซึ่งต้องเปิดเผยตามกฎหมาย ทำให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอาจรั่วไหลได้
ผลกระทบต่อความยุติธรรมและสิทธิพลเมือง
ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในเมืองเมสันซิตี้ รัฐไอโอวา เมื่อผู้บริหารการศึกษาใช้ ChatGPT ช่วยคัดเลือกหนังสือออกจากห้องสมุดโรงเรียน ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสมในการใช้ AI ตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อสิทธิและการเรียนรู้ของเยาวชน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความโปร่งใส: หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจมากกว่าเอกชน เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง
- ความเสี่ยงด้านข้อมูล: ข้อมูลที่ป้อนให้ AI กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทผู้พัฒนาและอาจถูกเปิดเผยตามกฎหมายข้อมูลสาธารณะ
- ความแม่นยำ: ยิ่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มีความแม่นยำสูงขึ้น ยิ่งมีโอกาสที่จะคัดลอกเนื้อหาจากชุดข้อมูลฝึกฝนออกมาโดยตรง
- ความละเอียดอ่อนของภาษา: การใช้คำผิดเพียงคำเดียว (เช่น "พลเมือง" vs "ผู้อยู่อาศัย") ในเอกสารรัฐอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดทางกฎหมายได้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมหน่วยงานรัฐบางแห่งถึงสั่งห้ามใช้ Generative AI?
เหตุผลหลักคือความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับของทางราชการรั่วไหลเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัท AI เอกชน
การใช้ AI เขียนเอกสารราชการมีความเสี่ยงอย่างไร?
ความเสี่ยงสูงสุดคือการสร้างข้อมูลเท็จที่ดูสมจริง และการใช้คำศัพท์ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบการสื่อสารของรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องทางกฎหมาย
ข้อมูลที่ป้อนลงใน ChatGPT จะกลายเป็นข้อมูลสาธารณะหรือไม่?
ในบางเขตปกครอง เช่น เมืองซีแอตเทิล ข้อมูลที่ใช้เป็น Prompt อาจถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่บันทึกสาธารณะที่ประชาชนสามารถขอเข้าถึงและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย
แนวโน้มในอนาคตของการใช้ AI ในภาครัฐจะเป็นอย่างไร?
คาดว่าจะมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นจากรัฐบาลกลาง (เช่น จาก Office of Management and Budget) เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นมีมาตรฐานเดียวกันในการใช้งานอย่างปลอดภัยและโปร่งใส


