FTX ถูกโจรกรรม 400 ล้านดอลลาร์ เบาะแสใหม่ชี้เป้าโยงเครือข่ายอาชญากรไซเบอร์รัสเซีย
ในขณะที่โลกกำลังจับตามองการพิจารณาคดีของ Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX ในศาลแมนแฮตตัน แต่ยังมีอีกหนึ่งคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นควบคู่กัน นั่นคือการหายไปของเงินจำนวนมหาศาลจาก FTX ในวันที่บริษัทประกาศล้มละลาย ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ากลุ่มหัวขโมยที่ยังไม่ระบุตัวตนได้เริ่มเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ขโมยไปหลังจากเงียบหายไปนานถึง 9 เดือน เพื่อพยายามเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเงินสดโดยพยายามลบร่องรอยการทำธุรกรรม
บริษัท Elliptic ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการติดตามเส้นทางคริปโตเคอร์เรนซี ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ที่วิเคราะห์เส้นทางการเงินที่ซับซ้อนของเงินจำนวน 415 ถึง 432 ล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยพบว่าเงินเหล่านี้ถูกส่งผ่านบริการคริปโตหลายแห่งเพื่อเตรียมการฟอกเงิน และที่น่าประหลาดใจคือมีการใช้บริการบางอย่างที่ FTX เป็นเจ้าของเองในการเคลื่อนย้ายเงินด้วย
เบาะแสสำคัญ: ความเชื่อมโยงกับรัสเซีย
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากการวิเคราะห์ของ Elliptic คือการพบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ฟอกเงินกับ อาชญากรไซเบอร์ชาวรัสเซีย โดยพบว่าเงินจำนวน 8 ล้านดอลลาร์ได้ถูกโอนเข้าไปรวมกับกองทุนที่มีที่มาจากแฮกเกอร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และตลาดมืด (Dark Web) ที่มีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย
Tom Robison หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้ร่วมก่อตั้ง Elliptic ระบุว่า แม้จะยังไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจนว่าเป็นชาวรัสเซียหรือไม่ แต่หลักฐานการปะปนของเงินชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ฟอกเงินให้นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ของรัสเซียอย่างแน่นอน
กลยุทธ์การฟอกเงินที่ซับซ้อน
กลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการที่เป็นมาตรฐานของการโจรกรรมคริปโตขนาดใหญ่ โดยเริ่มจากการเปลี่ยน Stablecoins (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่) ให้เป็นเหรียญอื่น เนื่องจาก Stablecoins สามารถถูกระงับ (Freeze) ได้โดยผู้ออกเหรียญ ซึ่งในกรณีนี้ Tether ได้ระงับเงินไปแล้ว 31 ล้านดอลลาร์ ทำให้หัวขโมยต้องรีบนำเงินส่วนที่เหลือไปแลกเปลี่ยนผ่าน Decentralized Exchanges (DEX) เช่น Uniswap และ PancakeSwap ซึ่งเป็นกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ที่ไม่ต้องมีการยืนยันตัวตน (KYC)

หลังจากนั้น พวกเขาได้ใช้บริการ Cross-chain bridge หรือสะพานเชื่อมระหว่างบล็อกเชน เช่น Multichain และ Wormhole เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็น Ethereum จนกระทั่งมีบัญชี Ethereum มูลค่ารวม 306 ล้านดอลลาร์ และต่อมาได้เปลี่ยนเป็น Bitcoin ผ่าน RenBridge ซึ่งเป็นบริการของ FTX เอง เพื่อนำเข้าสู่ Mixing Services หรือบริการผสมเหรียญ ซึ่งทำหน้าที่ปนเปื้อนธุรกรรมของตนเข้ากับผู้ใช้อื่นเพื่อปกปิดร่องรอยบนบล็อกเชน
| ขั้นตอน | เครื่องมือ/บริการที่ใช้ | วัตถุประสงค์ |
|---|---|---|
| เริ่มต้น | Decentralized Exchanges (Uniswap, PancakeSwap) | เลี่ยงการถูกระงับ Stablecoins และเลี่ยงการยืนยันตัวตน (KYC) |
| เปลี่ยนสายโซ่ | Cross-chain bridges (Multichain, Wormhole) | แปลงสินทรัพย์ให้เป็น Ethereum |
| แปลงเป็น Bitcoin | RenBridge (บริการของ FTX) | เตรียมนำเข้าสู่บริการผสมเหรียญ |
| ปกปิดร่องรอย | ChipMixer และ Sinbad | ผสมเหรียญเพื่อลบร่องรอยการติดตามบน Blockchain |
ในช่วงเดือนธันวาคม เงินบางส่วนถูกส่งไปยัง ChipMixer ซึ่ง Elliptic สามารถติดตามจนพบว่าเงิน 8 ล้านดอลลาร์ไหลไปรวมกับเงินจากตลาดมืดรัสเซีย หลังจากนั้นเงินส่วนที่เหลือได้หยุดนิ่งไป 9 เดือน ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มพิจารณาคดีของ Sam Bankman-Fried โดยครั้งนี้พวกเขาใช้ THORSwap และ Sinbad ในการฟอกเงิน
แม้ว่า Sinbad จะเป็นที่นิยมในหมู่แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ (กลุ่ม Lazarus) แต่ Robison ให้ความเห็นว่าวิธีการเคลื่อนย้ายเงินครั้งนี้ดูไม่ซับซ้อนเท่ากับรูปแบบที่กลุ่ม Lazarus มักใช้ และ Sinbad เองก็มีประวัติการช่วยเหลือกลุ่มเรียกค่าไถ่ของรัสเซีย รวมถึงมีฝ่ายสนับสนุนลูกค้าทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซีย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- มูลค่าความเสียหาย: เงินถูกขโมยไปประมาณ 415 - 432 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การระงับเงิน: Tether สามารถระงับเงินที่ถูกขโมยได้ทันที 31 ล้านดอลลาร์
- ความย้อนแย้ง: หัวขโมยใช้ RenBridge ซึ่งเป็นบริการของ FTX (ผู้เสียหาย) ในการฟอกเงิน
- เบาะแสรัสเซีย: พบเงิน 8 ล้านดอลลาร์ปะปนกับกองทุนอาชญากรรมไซเบอร์รัสเซีย
- ช่วงเวลาเคลื่อนไหว: เงินหยุดนิ่ง 9 เดือน และเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งในช่วงการพิจารณาคดีของ Sam Bankman-Fried
คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นผู้ขโมยเงินจาก FTX?
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุตัวตนที่แน่ชัดได้ แต่หลักฐานจาก Elliptic ชี้ว่าผู้ที่ทำหน้าที่ฟอกเงินมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรไซเบอร์ในรัสเซีย
ทำไมหัวขโมยต้องใช้ Mixing Services?
Mixing Services หรือบริการผสมเหรียญ ถูกใช้เพื่อนำคริปโตเคอร์เรนซีไปปนกับธุรกรรมของผู้อื่น ทำให้การติดตามเส้นทางเงินบนบล็อกเชน (Blockchain tracing) ทำได้ยากขึ้น
Sam Bankman-Fried มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขโมยเงินครั้งนี้หรือไม่?
ยังไม่มีการตั้งข้อหาเรื่องการโจรกรรมเงินครั้งนี้ต่อ Sam Bankman-Fried หรือผู้บริหารคนอื่นๆ และมีการเคลื่อนย้ายเงินบางส่วนเกิดขึ้นในขณะที่เขาอยู่ในศาลโดยไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
เงินที่ถูกขโมยไปสามารถติดตามคืนได้หรือไม่?
แม้จะมีการใช้เครื่องมือปกปิดร่องรอย แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าร่องรอยบนบล็อกเชนจะชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อหัวขโมยพยายามเปลี่ยนคริปโตเป็นเงินสด (Fiat currency)
ทำไมต้องเปลี่ยน Stablecoins เป็นเหรียญอื่นทันที?
เพราะ Stablecoins ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยบริษัทผู้ออกเหรียญ ซึ่งสามารถสั่งระงับธุรกรรมได้หากพบว่าเป็นการโจรกรรม การรีบเปลี่ยนเป็นเหรียญอื่นผ่าน DEX จึงเป็นวิธีลดความเสี่ยงของหัวขโมย



