Fitbit Ultra รีวิวอุปกรณ์ติดตามกิจกรรมที่เปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้เป็นเรื่องสนุก
หากคุณกำลังเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตที่เน้นการนั่งนิ่งๆ และต้องการแรงผลักดันในการขยับร่างกาย Fitbit Ultra คือคำตอบที่น่าสนใจ อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็น Wearable หรืออุปกรณ์สวมใส่ไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อติดตามกิจกรรมทางกายภาพและคุณภาพการนอนหลับ โดยสามารถนำไปหนีบไว้กับเสื้อผ้าหรือสายรัดข้อมือที่ให้มาในชุดได้อย่างแน่นหนา
เจาะลึกฮาร์ดแวร์และการทำงาน
ในด้านรูปลักษณ์ Fitbit Ultra ยังคงดีไซน์ที่เรียบง่ายคล้ายกับรุ่นแรกที่มีปุ่มเดียว แต่สิ่งที่อัปเกรดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือการผสาน Accelerometer (เซนเซอร์วัดความเร่งเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว) เข้ากับ Altimeter (เครื่องวัดความสูง) ตัวใหม่ ซึ่งทำให้ตัวเครื่องสามารถคำนวณจำนวนชั้นบันไดที่คุณเดินขึ้นได้ นอกเหนือจากการนับก้าวและระยะทางตามปกติ
นอกจากนี้ยังมีโหมดนาฬิกาจับเวลาและการแสดงผลเวลา พร้อมข้อความสร้างแรงบันดาลใจสั้นๆ เช่น "BURN IT" หรือ "IM READY" แม้ข้อความเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่การที่อุปกรณ์ทำให้เราตระหนักถึงสมดุลของแคลอรี่ในรูปแบบที่น่าสนใจ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้มีความกระตือรือร้นที่จะเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ระบบซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูล
ข้อมูลจากตัวเครื่องจะถูกอัปโหลดไปยังแดชบอร์ดส่วนตัวบนเว็บไซต์ fitbit.com โดยอัตโนมัติทุกๆ 15 นาที โดยมีเงื่อนไขว่าตัวเครื่องต้องอยู่ในระยะ 15 ฟุตจากฐาน USB ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งจุดชาร์จไฟและตัวส่งสัญญาณที่เชื่อมต่อกับ PC หรือ Mac ที่เปิดใช้งานอยู่
ระบบแดชบอร์ดนี้เปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้กลายเป็นเหมือนเกม โดยคุณสามารถกำหนดเป้าหมาย สะสมความสำเร็จ และเปรียบเทียบแคลอรี่ที่เผาผลาญกับแคลอรี่ที่ได้รับจากการรับประทานอาหาร ซึ่งผู้ใช้ต้องบันทึกรายการอาหารด้วยตนเองผ่านรายการอาหารที่มีให้เลือกอย่างครอบคลุม ทั้งอาหารทั่วไปและอาหารแบรนด์ดัง พร้อมข้อมูลโภชนาการที่ครบถ้วน

การรองรับในแต่ละแพลตฟอร์ม
- iOS: รองรับการบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน iPhone (ที่กำลังจะเปิดตัว)
- Android: สามารถเข้าถึงแดชบอร์ดและบันทึกข้อมูลผ่านเว็บไซต์เวอร์ชันมือถือ
- Windows Phone 7.5 (Mango): พบปัญหาการแสดงผลปุ่ม "Log it" ทำให้ไม่สามารถบันทึกอาหารได้ (ทดสอบกับ HTC Trophy)
- iPad: สามารถใช้งานได้สมบูรณ์แบบทั้งเว็บไซต์หลักและเวอร์ชันมือถือ


ประสบการณ์การใช้งานจริง
การติดตามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันสร้างแรงจูงใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การเห็นสถิติว่าวันนี้เดินขึ้นบันไดได้สูงเท่ากับอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือแม้แต่การลืมของไว้ชั้นล่างของบ้าน ก็กลายเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะได้เพิ่มคะแนนกิจกรรมใน Fitbit สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเลือกที่จะไม่ทานขนมขบเคี้ยวเพื่อเลี่ยงการบันทึกคำว่า "โดนัท" ลงในรายการอาหารโปรด หรือการวิ่งบนลู่วิ่งเพิ่มขึ้นเพื่อดูตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงบนหน้าจอ

| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ราคา | $99.95 |
| สีที่มีให้เลือก | สีฟ้าอ่อน (Light Blue) และ สีม่วง (Plum) |
| ฟีเจอร์เด่น | นับก้าว, วัดระยะทาง, วัดความสูง (ชั้นบันได), ติดตามการนอนหลับ |
| การเชื่อมต่อ | USB Base Station (ระยะ 15 ฟุต) |

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ใช้เซนเซอร์ Altimeter เพื่อติดตามการขึ้นบันได
- ซิงค์ข้อมูลอัตโนมัติทุก 15 นาทีผ่านฐาน USB
- เปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นเกมด้วยระบบ Achievement และการตั้งเป้าหมาย
- ต้องบันทึกข้อมูลอาหารด้วยตนเองผ่านฐานข้อมูลโภชนาการของ Fitbit
- มีจุดอ่อนคือไม่มีระบบติดตามตัวเครื่องเมื่อสูญหาย






คำถามที่พบบ่อย
Fitbit Ultra แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร?
รุ่น Ultra มีการเพิ่ม Altimeter เข้ามา ทำให้สามารถติดตามจำนวนชั้นบันไดที่เดินขึ้นได้ ซึ่งรุ่นเดิมทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีโหมดนาฬิกาจับเวลาและข้อความสร้างแรงบันดาลใจเพิ่มเข้ามา
การซิงค์ข้อมูลทำได้อย่างไร?
ข้อมูลจะถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ผ่าน USB Base Station โดยอัตโนมัติทุก 15 นาที หากตัวเครื่องอยู่ห่างจากฐานไม่เกิน 15 ฟุต
สามารถบันทึกอาหารที่ไม่มีในรายการได้หรือไม่?
ได้ ผู้ใช้สามารถเพิ่ม "อาหารใหม่" (New Foods) ลงในรายการส่วนตัวได้ตลอดเวลา
อุปกรณ์นี้รองรับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นหรือไม่?
รองรับ iOS และ Android ผ่านแอปและเว็บไซต์ แต่สำหรับ Windows Phone 7.5 อาจพบปัญหาในการใช้งานบางปุ่ม เช่น ปุ่มบันทึกอาหาร
Fitbit Ultra วางจำหน่ายที่ไหนและราคาเท่าไหร่?
วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ในราคา $99.95 ส่วนการวางจำหน่ายทั่วโลกจะเริ่มในปีถัดไป



