Fitbit Alta ยกระดับสายรัดข้อมือสุขภาพสู่ไอเทมแฟชั่นสุดหรู
หลังจากที่การเปิดตัว Fitbit Blaze ได้รับกระแสตอบรับที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น ล่าสุด Fitbit ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่โดยหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงามเป็นหลัก ด้วยการเปิดตัว Fitbit Alta อุปกรณ์ติดตามกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนเครื่องประดับมากกว่าอุปกรณ์กีฬา
Fitbit Alta มาในรูปแบบสายรัดข้อมือหนังที่ดูหรูหรา พร้อมหน้าจอ OLED (Organic Light-Emitting Diode) แบบขาวดำที่ตอบสนองด้วยการสัมผัส โดยตัวเครื่องเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน มากกว่ากลุ่มนักกีฬามืออาชีพที่ต้องการอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง
ฟังก์ชันการใช้งานและคุณสมบัติเด่น
แม้จะเน้นดีไซน์ แต่ Alta ยังคงรักษาฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็นไว้อย่างครบถ้วน โดยสามารถบันทึกจำนวนก้าวเดินและติดตามคุณภาพการนอนหลับได้ นอกจากนี้ยังมีระบบสั่นเตือนเมื่อผู้สวมใส่นั่งนิ่งเป็นเวลานานเกินไป เพื่อกระตุ้นให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกาย
ไฮไลท์สำคัญคือฟีเจอร์ SmartTrack ซึ่งเป็นระบบตรวจจับอัตโนมัติที่สามารถระบุได้ว่าผู้ใช้กำลังออกกำลังกายประเภทใด เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือการเล่นเครื่อง Elliptical และจะทำการบันทึกข้อมูลลงในแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนให้โดยอัตโนมัติ

ในด้านการเชื่อมต่อ Alta รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS, Android และ Windows Phone ผ่านการสั่นและแสดงผลบนหน้าจอ อย่างไรก็ตาม เพื่อแลกกับดีไซน์ที่บางเฉียบ อุปกรณ์รุ่นนี้จึงไม่มีเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ Optical และไม่มี GPS ในตัว ซึ่งส่งผลดีในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 5 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

การออกแบบที่ฉีกกฎอุปกรณ์ Wearable
จุดขายหลักของ Fitbit Alta คือวัสดุและการออกแบบ โดยตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีลสีเงิน (และมีแผนจะออกสีทองในอนาคต) ซึ่งสามารถเปลี่ยนสายหนังแท้ได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้ากับการแต่งกายในแต่ละวัน ต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Charge HR, Surge หรือ Blaze ที่เน้นดีไซน์แบบอุปกรณ์ใช้งาน (Utilitarian) และใช้สายยางซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านแฟชั่น

การปรับทิศทางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Fitbit ต้องการเจาะกลุ่มผู้ที่รักแฟชั่น (Fashionistas) เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เนื่องจากในตลาดปัจจุบันมีการแข่งขันสูงจากคู่แข่งอย่าง Apple Watch ที่วางตัวเป็นเครื่องประดับหรู หรือ Misfit Ray ที่โดดเด่นเรื่องความเรียบง่ายและแบตเตอรี่ที่ยาวนาน

กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า หากผู้ใช้งานไม่รู้สึกอยากสวมใส่อุปกรณ์ในระยะยาว ข้อมูลสุขภาพที่เก็บรวบรวมได้ก็จะขาดหายไป ซึ่ง Fitbit เคยทดลองแนวทางนี้มาแล้วผ่านการร่วมมือกับแบรนด์ Tory Burch ในรุ่น Flex ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าที่เน้นภาพลักษณ์

| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| วัสดุตัวเรือน | สแตนเลสสตีล (สีเงิน/ทอง) พร้อมสายหนัง |
| หน้าจอ | Monochrome OLED แบบสัมผัส |
| ฟีเจอร์เด่น | SmartTrack, นับก้าว, ติดตามการนอน, แจ้งเตือนสมาร์ทโฟน |
| สิ่งที่ไม่มี | GPS, เซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ |
| อายุการใช้งานแบตเตอรี่ | สูงสุด 5 วัน |
| ราคา | 130 ดอลลาร์สหรัฐ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Fitbit Alta ถูกวางตำแหน่งให้มาแทนที่รุ่น Fitbit Charge ในระดับราคาเดียวกัน
- เน้นดีไซน์แบบเครื่องประดับเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับแฟชั่น
- ใช้ระบบ SmartTrack เพื่อบันทึกการออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ
- ไม่มี GPS และเซนเซอร์วัดหัวใจ เพื่อให้ตัวเครื่องบางและแบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น
- Fitbit ครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ติดตามกิจกรรมในสหรัฐฯ ถึง 79% และมียอดขายรวมกว่า 30 ล้านเครื่อง
คำถามที่พบบ่อย
Fitbit Alta ต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร?
Alta เน้นความสวยงามและวัสดุระดับพรีเมียม เช่น สแตนเลสและหนัง โดยตัดฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง GPS และการวัดหัวใจออก เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่เหมือนสร้อยข้อมือแฟชั่น
ฟีเจอร์ SmartTrack ทำงานอย่างไร?
เป็นระบบที่สามารถจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ และระบุได้เองว่ากำลังทำกิจกรรมใด เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยาน จากนั้นจะบันทึกข้อมูลลงแอปฯ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกดเริ่มกิจกรรมด้วยตนเอง
แบตเตอรี่ใช้งานได้นานแค่ไหน?
สามารถใช้งานได้สูงสุด 5 วันต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งถือว่ายาวนานเนื่องจากไม่มีการใช้พลังงานจาก GPS และเซนเซอร์วัดหัวใจ
รองรับสมาร์ทโฟนระบบใดบ้าง?
รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS, Android และ Windows Phone
ราคาและกำหนดการวางจำหน่ายเป็นอย่างไร?
วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม ในราคา 130 ดอลลาร์สหรัฐ



