Fitbit เตรียมบุกตลาดส่งท้ายปี 2016 ด้วยไลน์สินค้าใหม่จำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
Fitbit ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ชั้นนำระดับโลก กำลังเตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้ โดย James Park ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบริษัท ได้เปิดเผยในระหว่างการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ว่าบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในจำนวนที่มากกว่าทุกปีที่เคยมีมา
หากพิจารณาจากสถิติในปีที่ผ่านมา Fitbit ได้เปิดตัวอุปกรณ์ไปทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Charge, Charge HR และ Surge ส่วนในปีนี้มีการเปิดตัว Alta และ Blaze ไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าเพื่อให้เป็นไปตามคำกล่าวของ CEO บริษัทน่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกอย่างน้อย 2 รายการก่อนสิ้นปี 2016 โดยคำว่า "ผลิตภัณฑ์" ในที่นี้อาจครอบคลุมทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ (ตัวเครื่อง) และซอฟต์แวร์ (ระบบปฏิบัติการหรือแอปพลิเคชัน)
ทิศทางการพัฒนาและผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามอง
แม้ทาง Fitbit จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนว่าสินค้าใหม่คืออะไร แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นอุปกรณ์ในกลุ่มระดับเริ่มต้น (Low-end) หรือระดับกลาง (Mid-range) เนื่องจากมีการจดเครื่องหมายการค้าในชื่อ Flex และ Charge ในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะเปิดตัวอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ เนื่องจากรุ่น Surge ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มีระบบ GPS (ระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก) ในตัว ไม่ได้รับการอัปเดตมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว
นอกจากนี้ James Park ยังระบุว่าผลิตภัณฑ์ปัจจุบันทุกรุ่นกำลังอยู่ในขั้นตอนการทำ R&D (Research and Development) หรือการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับการปรับปรุงประสิทธิภาพครั้งสำคัญ รวมถึงการพัฒนา Interactive Software หรือซอฟต์แวร์ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| เป้าหมายปลายปี | เปิดตัวสินค้าใหม่จำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ |
| สินค้าที่เปิดตัวแล้วในปีนี้ | Fitbit Alta และ Fitbit Blaze |
| รายได้ไตรมาส 2 | 587 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| ยอดขายอุปกรณ์ไตรมาส 2 | 5.7 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 27%) |
| สินค้าที่ขายดีที่สุดตลอดกาล | Fitbit Charge HR |
วิเคราะห์ผลประกอบการและอุปสรรคทางธุรกิจ
ในด้านการเงิน Fitbit ประสบความสำเร็จอย่างมากในไตรมาสที่ 2 โดยทำรายได้ถึง 587 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 400.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายของรุ่น Alta และ Blaze มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดในไตรมาสนี้
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margins) ดังนี้:
- ค่าใช้จ่ายด้านการรับประกัน: มีการสำรองเงินประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับสินค้าตกรุ่น และอีก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับงานบริการลูกค้า
- ข้อพิพาททางกฎหมาย: มีค่าใช้จ่ายทางกฎหมายกว่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการฟ้องร้องกับบริษัท Jawbone
- ข้อมูลผู้ใช้งาน: ในไตรมาสนี้บริษัทไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้ใช้งานที่ยังคงใช้งานอุปกรณ์อยู่ (Active Users) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าผู้บริโภคยังคงใช้งานสินค้าจริงหรือไม่
ถึงแม้จะมีอุปสรรค แต่ผู้บริหารระดับสูงทั้ง James Park และ Eric Friedman (CTO) ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัท โดยประกาศว่าจะไม่มีการขายหุ้นของตนเองออกไปจนกว่าจะสิ้นปีนี้
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Fitbit เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ส่งท้ายปี 2016 มากกว่าปีที่ผ่านๆ มา
- ยอดขายไตรมาส 2 เติบโตขึ้น 27% โดยขายอุปกรณ์ได้ 5.7 ล้านเครื่อง
- รุ่น Alta และ Blaze เป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในไตรมาสล่าสุด
- บริษัทเผชิญค่าใช้จ่ายด้านการรับประกันและคดีความรวมกว่า 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- มีการมุ่งเน้นพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบโต้ตอบได้
คำถามที่พบบ่อย
Fitbit จะเปิดตัวสินค้าอะไรบ้างในช่วงปลายปี 2016?
บริษัทยังไม่ได้ระบุชื่อรุ่นที่แน่นอน แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นรุ่น Flex หรือ Charge รุ่นใหม่ รวมถึงอาจมีการอัปเดตอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่มี GPS ในตัว
ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของ Fitbit เป็นอย่างไร?
ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ โดยทำได้ 587 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมียอดขายอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 5.7 ล้านเครื่อง
ปัจจัยใดที่ทำให้กำไรของบริษัทลดลงในไตรมาสนี้?
สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการรับประกันสินค้าเก่า ค่าบริการลูกค้า และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจากการฟ้องร้องกับ Jawbone
สินค้าตัวไหนของ Fitbit ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน?
แม้รุ่นใหม่ๆ อย่าง Alta และ Blaze จะสร้างรายได้มหาศาล แต่ Fitbit Charge HR ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสะสมสูงที่สุดของบริษัท
ผู้บริหารของ Fitbit มีความเชื่อมั่นต่อบริษัทมากน้อยเพียงใด?
มีความเชื่อมั่นสูงมาก โดย CEO และ CTO ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่ขายหุ้นของบริษัทออกไปจนกว่าจะสิ้นปี 2016



