Facebook วิเคราะห์ผลประกอบการ Q3 ปี 2018 กับความท้าทายในการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้

หลังจากที่ราคาหุ้นของ Facebook ร่วงลงอย่างหนักถึง 20% ในไตรมาสก่อนหน้า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ได้เผยให้เห็นภาพรวมที่ผสมผสานระหว่างการเติบโตที่ชะลอตัวในตลาดหลักและความพยายามในการปรับตัวของบริษัทท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวด้านความปลอดภัย

ในด้านจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน (Monthly Active Users) Facebook มียอดผู้ใช้รวม 2.27 พันล้านราย เพิ่มขึ้น 37 ล้านราย หรือคิดเป็น 1.79% ซึ่งแม้จะดีกว่าไตรมาสที่ 1 เล็กน้อย แต่ยังคงต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ 2.29 พันล้านราย ขณะที่ผู้ใช้งานรายวัน (Daily Active Users) อยู่ที่ 1.49 พันล้านราย เพิ่มขึ้น 1.36% ซึ่งไม่ถึงเป้าหมาย 1.51 พันล้านรายที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

วิกฤตการเติบโตในตลาดตะวันตก

จุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับนักลงทุนคือตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักกว่า 70% ของบริษัท โดยในไตรมาสนี้ Facebook สามารถเพิ่มผู้ใช้รายเดือนในสหรัฐฯ และแคนาดาได้ 1 ล้านราย (รวมเป็น 242 ล้านราย) แต่จำนวนผู้ใช้รายวันกลับคงที่ ส่วนในยุโรปนั้นสถานการณ์แย่กว่า โดยสูญเสียผู้ใช้ทั้งรายวันและรายเดือนไปอย่างละ 1 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Facebook ได้ปรับปรุงวิธีการนับจำนวนผู้ใช้เพื่อตัดกิจกรรมที่จัดประเภทผิดพลาดออกไป ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขลดลง 0.3% ถึง 1% หากไม่มีการปรับปรุงนี้ ตัวเลขผู้ใช้รายวันในสหรัฐฯ และแคนาดาจะเติบโตขึ้น 1 ล้านราย และในยุโรปจะเติบโตขึ้น 5 ล้านราย (รายวัน) และ 1 ล้านราย (รายเดือน) แทนที่จะลดลง

รายได้ที่ชะลอตัวและช่องว่างของกำไรรายภูมิภาค

ด้านการเงิน Facebook ทำรายได้ไป 1.373 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 1.378 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 1.76 ดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 1.47 ดอลลาร์ แม้รายได้จะเติบโตขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถือว่าชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต 49% ในปีที่แล้ว และ 59% ในปี 2016

ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ทำให้รายได้หายไป 159 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ รายได้จากการโฆษณาส่วนใหญ่ถึง 92% มาจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile) ซึ่งตอกย้ำว่าพฤติกรรมผู้ใช้ได้ย้ายจากเดสก์ท็อปไปสู่สมาร์ทโฟนอย่างสมบูรณ์

เมื่อพิจารณา ARPU (Average Revenue Per User) หรือรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้หนึ่งราย จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมาก โดยในสหรัฐฯ และแคนาดามี ARPU สูงถึง 27.61 ดอลลาร์ ยุโรป 8.82 ดอลลาร์ ในขณะที่เอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 2.67 ดอลลาร์ และภูมิภาคอื่นๆ เพียง 1.82 ดอลลาร์ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ARPU ลดลงถึง 4% สะท้อนว่าผู้ใช้อาจใช้เวลาบน News Feed น้อยลง

สรุปข้อมูลสำคัญของ Facebook ไตรมาส 3 ปี 2018
หัวข้อ ตัวเลข/ข้อมูล สถานะเทียบกับคาดการณ์
ผู้ใช้งานรายเดือนรวม 2.27 พันล้านราย ต่ำกว่าคาด (2.29 พันล้าน)
ผู้ใช้งานรายวันรวม 1.49 พันล้านราย ต่ำกว่าคาด (1.51 พันล้าน)
รายได้รวม 1.373 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
กำไรต่อหุ้น (EPS) 1.76 ดอลลาร์ สูงกว่าคาด (1.47 ดอลลาร์)
สัดส่วนรายได้จากมือถือ 92% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

ทิศทางในอนาคตและการรับมือกับวิกฤต

ในช่วงการแถลงผลประกอบการ Mark Zuckerberg ได้ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้กำลังเปลี่ยนไปสู่ Private Chat (การแชทส่วนตัว) ซึ่งมีการส่งข้อความถึง 1 แสนล้านข้อความต่อวัน และ Stories (การแชร์ภาพ/วิดีโอสั้นแบบชั่วคราว) ที่มีการแชร์ถึง 1 พันล้านครั้งต่อวัน โดยเขาระบุว่าคู่แข่งสำคัญคือ iMessage ของ Apple และ YouTube

เพื่อดึงดูดความสนใจจากปัญหาการเติบโตที่ช้าลง Facebook ได้นำเสนอตัวเลขรวมของ "Family of services" (กลุ่มแอปในเครือ) โดยระบุว่ามีผู้ใช้ Facebook, WhatsApp, Instagram หรือ Messenger รวมกันกว่า 2.6 พันล้านรายต่อเดือน และมีผู้ใช้บริการอย่างน้อยหนึ่งแอปเป็นประจำทุกวันกว่า 2 พันล้านราย

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับข่าวปลอม (Fake News) และการแทรกแซงการเลือกตั้ง โดยเพิ่มพนักงานด้านความปลอดภัยและการดูแลเนื้อหา (Content Moderation) จาก 1 หมื่นคน เป็น 2 หมื่นคน ทำให้ปัจจุบันพนักงานกลุ่มนี้มีจำนวนเกินครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 33,606 คน (เติบโต 45% YoY)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การเติบโตชะลอตัว: ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มถึงจุดอิ่มตัว โดยยุโรปมีการลดลงของผู้ใช้งาน
  • รายได้เหลื่อมล้ำ: ผู้ใช้ในอเมริกาเหนือสร้างรายได้ให้บริษัทมากกว่าผู้ใช้ในเอเชียแปซิฟิกถึง 10 เท่า
  • การปรับตัวทางเทคโนโลยี: เน้นการเติบโตผ่านข้อความส่วนตัวและ Stories มากกว่า News Feed แบบเดิม
  • การลงทุนด้านความปลอดภัย: เพิ่มงบประมาณและบุคลากรด้านการตรวจสอบเนื้อหาเป็น 2 เท่าเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่น

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมราคาหุ้น Facebook ถึงผันผวนในช่วงประกาศผลประกอบการ?

ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นในช่วงแรกจากกำไรที่สูงถึง 5.14 พันล้านดอลลาร์ แต่ลดลงเมื่อ Zuckerberg พูดถึงคู่แข่งอย่าง iMessage และ YouTube ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาเมื่อบริษัทประกาศแผนการเพิ่มโฆษณาวิดีโอที่สร้างรายได้สูง

ARPU คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อ Facebook?

ARPU ย่อมาจาก Average Revenue Per User หรือรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้หนึ่งราย ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า Facebook สามารถทำเงินจากผู้ใช้ในแต่ละภูมิภาคได้มากน้อยเพียงใด โดยตลาดตะวันตกยังคงเป็นแหล่งทำเงินหลักที่สำคัญที่สุด

Facebook รับมือกับปัญหาข่าวปลอมและการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างไร?

บริษัทได้เพิ่มจำนวนพนักงานด้านความปลอดภัยและการดูแลเนื้อหาขึ้นเป็น 20,000 คน และลดการนำเสนอวิดีโอไวรัลหรือ Clickbait ที่ส่งผลเสียต่อสังคม แม้จะยังมีปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

แนวโน้มการใช้งานโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปอย่างไรตามมุมมองของ Zuckerberg?

ผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่จะย้ายจากการโพสต์สาธารณะไปสู่การสื่อสารแบบส่วนตัวผ่านการแชท และการแบ่งปันเรื่องราวระยะสั้นผ่าน Stories มากขึ้น