Facebook ยอมรับข้อมูลผู้ใช้ 87 ล้านรายรั่วไหลถึง Cambridge Analytica
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกเมื่อ Facebook ออกมายอมรับว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานสูงสุดถึง 87 ล้านราย (ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) อาจถูกส่งต่อไปยัง Cambridge Analytica อย่างไม่ถูกต้อง ผ่านแอปพลิเคชันที่ตัวผู้ใช้เองหรือเพื่อนในเครือข่ายเป็นผู้ใช้งาน
Mike Schoepfer ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Facebook ระบุว่า ทางบริษัทจะดำเนินการแจ้งเตือนผู้ที่ได้รับผลกระทบผ่านประกาศบน News Feed โดยจะระบุรายละเอียดว่าข้อมูลส่วนใดบ้างที่ถูกเข้าถึง และคำแนะนำในการรับมือ พร้อมทั้งเปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถยกเลิกการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลของแอปพลิเคชันจำนวนมากได้ในครั้งเดียว
เบื้องหลังการรั่วไหลและผลกระทบที่กว้างกว่าเดิม
เดิมทีมีการรายงานจาก New York Times ว่ามีผู้ได้รับผลกระทบราว 50 ล้านคน แต่ตัวเลขล่าสุดถูกปรับเพิ่มเป็น 87 ล้านคน เนื่องจาก Facebook ไม่สามารถระบุจำนวนผู้ที่ถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างแน่ชัด การปรับตัวเลขให้สูงขึ้นนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการรายงานข้อมูลต่อสาธารณะและรัฐสภา เหมือนกรณีโฆษณาแทรกแซงการเลือกตั้งจากรัสเซียที่ตอนแรกแจ้งว่ามีผู้เห็น 10 ล้านคน แต่ภายหลังพบว่าสูงถึง 126 ล้านคนเมื่อนับรวมโพสต์แบบ Organic
ต้นเหตุของวิกฤตครั้งนี้เริ่มจาก Dr. Aleksandr Kogan นักพัฒนาที่สร้างแอปพลิเคชันแบบทดสอบบุคลิกภาพ ซึ่งใช้ช่องทางของแพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูลของผู้ร่วมทดสอบและเพื่อนของพวกเขา จากนั้นข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยัง Cambridge Analytica ซึ่งถูกกล่าวหาว่านำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหาเสียงทางการเมือง ทั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 ของ Donald Trump และการลงประชามติ Brexit แม้ทางบริษัทจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างรุนแรงก็ตาม

มาตรการแก้ไขและการตอบสนองของ Facebook
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นและมูลค่าบริษัท โดยราคาหุ้นของ Facebook ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) หายไปกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่น Facebook ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วน ดังนี้:
- จำกัดการใช้งาน API: (Application Programming Interface หรือช่องทางเชื่อมต่อระหว่างซอฟต์แวร์) เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลให้เข้มงวดขึ้น
- ปิดตัว Instagram API รุ่นเก่า: ซึ่งเดิมมีกำหนดปิดในเดือนกรกฎาคม แต่ถูกเลื่อนให้มีผลทันที
- ตรวจสอบนักพัฒนาแอป: ทำการ Audit หรือตรวจสอบเชิงลึกกับนักพัฒนาที่ดึงข้อมูลจำนวนมากหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย
นอกจากนี้ Mark Zuckerberg ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีกำหนดการเข้าให้การต่อคณะกรรมการพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 11 เมษายน เพื่อชี้แจงถึงความบกพร่องในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| จำนวนผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด | 87 ล้านราย |
| สาเหตุการรั่วไหล | แอปฯ แบบทดสอบบุคลิกภาพของ Dr. Aleksandr Kogan |
| ผลกระทบทางการเงิน | มูลค่าบริษัทลดลงกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| มาตรการหลัก | จำกัด API, ตรวจสอบนักพัฒนาแอป, เพิ่มเครื่องมือลบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ข้อมูลรั่วไหลผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้หรือเพื่อนของผู้ใช้ติดตั้ง
- ตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบถูกปรับเพิ่มจาก 50 ล้าน เป็น 87 ล้านคน เพื่อความแม่นยำสูงสุด
- มีการนำข้อมูลไปใช้ในแคมเปญการเมืองระดับโลก เช่น การเลือกตั้งสหรัฐฯ และ Brexit
- Facebook เร่งปิดช่องโหว่ด้านความเป็นส่วนตัวที่ควรดำเนินการมานานหลายปีแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลของฉันรั่วไหลได้อย่างไรทั้งที่ไม่ได้ใช้แอปฯ นั้น?
เนื่องจากในขณะนั้น ระบบอนุญาตให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลของ "เพื่อน" ของผู้ที่ใช้งานแอปฯ ได้ ทำให้ข้อมูลของคุณถูกเก็บรวบรวมไปด้วยแม้คุณจะไม่ได้เป็นคนติดตั้งแอปฯ นั้นเอง
Facebook แก้ไขปัญหานี้อย่างไรในปัจจุบัน?
บริษัทได้จำกัดการเข้าถึง API ให้เข้มงวดขึ้น ปิดระบบ API เก่าของ Instagram และสร้างเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถลบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลของแอปต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในที่เดียว
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของ Facebook อย่างไร?
ส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงอย่างรุนแรง โดยมูลค่าบริษัทหายไปมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่เกิดเรื่อง
Mark Zuckerberg มีบทบาทอย่างไรในการจัดการวิกฤตนี้?
หลังจากเงียบไปในช่วงแรก Zuckerberg ได้ออกสื่อให้สัมภาษณ์ และต้องเข้าให้การต่อคณะกรรมการของรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล



