Facebook ยอมปรับระบบสู้โฆษณาหลอกลวง หลังถูกฟ้องกรณีแอบอ้างชื่อคนดัง

Facebook ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดีย ตกลงที่จะเพิ่มทรัพยากรในการต่อสู้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้แพลตฟอร์มโฆษณาเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค โดยเฉพาะการนำภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงมาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการฉ้อโกง

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจากการที่ Martin Lewis ผู้เชี่ยวชาญด้านคำแนะนำผู้บริโภคชื่อดังในสหราชอาณาจักร ได้ยื่นฟ้องร้อง Facebook ในข้อหาหมิ่นประมาทเมื่อเดือนเมษายน เนื่องจากพบโฆษณาจำนวนมหาศาลที่นำรูปภาพของเขาไปใช้โปรโมตการหลอกลวงด้านคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ซึ่งส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาอย่างรุนแรง

Lewis เปิดเผยว่าในช่วงหนึ่งปีมีโฆษณาปลอมที่แอบอ้างชื่อเขาบน Facebook มากกว่า 1,000 รายการ และเขารู้สึกผิดหวังกับการตอบสนองของบริษัทที่ผลักภาระให้เจ้าของชื่อเป็นผู้แจ้งลบด้วยตนเอง จนนำไปสู่การตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

มาตรการใหม่เพื่อยกระดับความปลอดภัยในสหราชอาณาจักร

เพื่อให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลง Facebook ได้ตกลงที่จะดำเนินมาตรการเฉพาะในสหราชอาณาจักร ดังนี้:

  • ปุ่มรายงานโฆษณาหลอกลวง (Scam Ad Report Button): พัฒนาปุ่มสำหรับแจ้งรายงานโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงโดยเฉพาะ ซึ่งจะเปิดใช้งานภายในเวลาประมาณ 3 เดือน
  • ทีมตรวจสอบเฉพาะกิจ: จัดตั้งทีมงานในท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังรายงานโฆษณา ติดตามพฤติกรรมของมิจฉาชีพ และเร่งนำโฆษณาที่แอบอ้างคนดังออกจากระบบให้รวดเร็วกว่าการใช้ระบบ AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) เพียงอย่างเดียว
  • การสนับสนุนด้านการเงิน: บริจาคเงินและเครดิตโฆษณารวมมูลค่า 3 ล้านปอนด์ ในระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนโครงการ Citizens Advice scams action project (Casa) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง
สรุปรายละเอียดการสนับสนุนโครงการ Casa จาก Facebook
รูปแบบการสนับสนุน มูลค่า ระยะเวลา
เงินสด 2.5 ล้านปอนด์ 2 ปี
เครดิตโฆษณาบน Facebook 500,000 ปอนด์ 3 ปี
รวมทั้งสิ้น 3 ล้านปอนด์ 3 ปี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • Facebook ไม่ได้รับผิดทางกฎหมายต่อความเสียหายที่เกิดจากโฆษณาหลอกลวง และไม่มีการชดเชยเงินให้แก่เหยื่อที่สูญเสียทรัพย์สิน
  • มาตรการปุ่มรายงานและทีมตรวจสอบในปัจจุบันมีผลบังคับใช้เฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่อาจขยายไปยังประเทศอื่นหากได้ผลดี
  • Martin Lewis ยอมถอนฟ้องหลังจาก Facebook ตกลงที่จะปรับปรุงระบบและสนับสนุนเงินทุนให้แก่หน่วยงานช่วยเหลือผู้บริโภค
  • ปัญหาโฆษณาหลอกลวงยังคงปรากฏอยู่ในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Google และ Yahoo ซึ่ง Lewis มองว่ามีการตอบสนองที่ล่าช้ากว่า

ทางด้าน Steve Hatch ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยุโรปเหนือของ Facebook ยอมรับว่าระบบตรวจสอบโฆษณาในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์แบบ จึงเห็นความสำคัญของการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการรายงานผ่านปุ่มแจ้งเหตุโดยตรง

อย่างไรก็ตาม Martin Lewis ได้เตือนว่าอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบันเปรียบเสมือน "ดินแดนเถื่อน" (Wild West) ที่ขาดการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเขาเรียกร้องให้แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Google และ Yahoo ยกระดับความรับผิดชอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคต้องสูญเสียเงินออมทั้งชีวิตจากการโฆษณาที่ขาดความรับผิดชอบ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Martin Lewis ถึงต้องฟ้องร้อง Facebook?

เนื่องจากมีการนำรูปภาพของเขาไปใช้ในโฆษณาหลอกลวงจำนวนมาก โดยเฉพาะการหลอกลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และ Facebook ในขณะนั้นไม่มีมาตรการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เขาต้องใช้กฎหมายเพื่อกดดันให้บริษัทปรับปรุงระบบ

ปุ่มรายงานโฆษณาหลอกลวงใช้งานได้ที่ไหนบ้าง?

ในปัจจุบัน มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น โดยเป็นผลโดยตรงจากการรณรงค์และคดีความของ Martin Lewis

Facebook จะชดเชยเงินให้ผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือไม่?

ไม่มีการชดเชยเงินให้แก่ผู้เสียหายรายบุคคล โดย Facebook มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อโกงในอนาคตมากกว่าการรับผิดชอบทางแพ่งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว

โครงการ Casa คืออะไร?

คือโครงการ Citizens Advice scams action project ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Facebook และองค์กรการกุศล Citizens Advice เพื่อให้ข้อมูลและช่วยเหลือผู้บริโภคที่กังวลว่ากำลังถูกหลอกลวงหรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

แพลตฟอร์มอื่นอย่าง Google และ Yahoo มีท่าทีอย่างไร?

ทั้งสองบริษัทระบุว่ามีนโยบายป้องกันโฆษณาที่หลอกลวงและมีระบบรายงานให้ผู้ใช้แจ้งเหตุ โดย Google ระบุว่าในปี 2017 ได้ลบโฆษณาที่ไม่เหมาะสมออกไปถึง 3.2 พันล้านรายการ