Facebook Marketplace กลโกงขายของออนไลน์ที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องระวัง
การซื้อขายของมือสองผ่าน Facebook Marketplace กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับหลายคนเพราะความสะดวกและเข้าถึงคนในชุมชนได้ง่าย แต่ภายใต้ความสะดวกสบายนี้ กลับมีภัยเงียบจากมิจฉาชีพที่พัฒนารูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตกเป็นเหยื่ออย่างไม่รู้ตัว
รูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยสำหรับผู้ขาย
มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาในการเร่งรัดและสร้างความเชื่อใจ โดยมีพฤติกรรมที่สังเกตได้ดังนี้:
- เสนอราคาเต็มทันที: มักไม่ต่อรองราคา ซึ่งผิดวิสัยของผู้ซื้อของมือสองทั่วไป
- ถามคำถามที่มีคำตอบอยู่แล้ว: เช่น ถามสถานที่ตั้งหรือสภาพสินค้า ทั้งที่ระบุไว้ในรายละเอียดโพสต์
- เร่งรีบชำระเงิน: อ้างว่าต้องการจ่ายเงินทันทีเพื่อให้ผู้ขายปิดการขาย หรืออ้างว่าให้ญาติ/คนขับรถมารับสินค้าภายหลัง
- ใช้ลิงก์ปลอม (Phishing): Phishing คือการสร้างหน้าเว็บหรือข้อความปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน โดยมักส่งลิงก์ที่ปลอมแปลงเป็นบริการชำระเงิน เช่น Zelle เพื่อขโมยเงินในบัญชี
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการหลอกให้ผู้ขายอัปเกรดบัญชี Zelle เป็นระดับธุรกิจ โดยอ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 300 ดอลลาร์ก่อน แล้วผู้ซื้อจะโอนเงินคืนให้ ซึ่งในความเป็นจริงเงินจำนวนนั้นจะหายไปทันที

กลโกงสำหรับผู้ซื้อและเทคนิคการปลอมแปลงตัวตน
ไม่ใช่แค่ผู้ขายที่เสี่ยง แต่ผู้ซื้อก็อาจถูกหลอกให้โอนเงินมัดจำสำหรับสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง เช่น รถยนต์ โดยมิจฉาชีพจะขอให้ชำระผ่านบัตรเติมเงินของ eBay หรือ Amazon ก่อนจะหายตัวไป
การใช้บัญชีปลอมและเครื่องมือจาก Dark Web
มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้สร้างบัญชีใหม่เสมอไป แต่ใช้วิธีซื้อ บัญชีที่ถูกแฮ็ก (Hacked Accounts) หรือบัญชีเก่าที่มีประวัติการใช้งานยาวนานจาก Dark Web (เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ปกปิดตัวตน) หรือกลุ่มใน Telegram เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังคุยกับบุคคลที่มีตัวตนจริง
การหลอกขอรหัสยืนยันผ่าน Google Voice
อีกหนึ่งวิธีคือการขอรหัสยืนยันตัวตน (Verification Code) โดยอ้างว่าเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่สแกมเมอร์ แต่แท้จริงแล้วรหัสนั้นถูกนำไปใช้สร้างหมายเลข Google Voice ในชื่อของเหยื่อ เพื่อใช้ปกปิดตัวตนในการหลอกลวงผู้อื่นต่อไป
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- จำนวนผู้ใช้: Facebook Marketplace มีผู้ใช้งานรายเดือนสูงถึง 1 พันล้านคนในปี 2021
- สถิติการถูกหลอก: ผลสำรวจปี 2022 ในสหรัฐฯ พบว่า 62% ของผู้ใช้เคยเจอการหลอกลวง และในอังกฤษพบว่า 1 ใน 6 เคยตกเป็นเหยื่อ
- ข้อจำกัดการคุ้มครอง: ระบบ Purchase Protection ของ Facebook ไม่ครอบคลุมการชำระเงินผ่านบุคคลที่สาม (เช่น Zelle) หรือการนัดรับสินค้าด้วยตนเอง
- การตอบสนองของ Meta: บริษัทระบุว่ากำลังพัฒนาระบบแจ้งเตือนเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ระบุการหลอกลวงผ่านแอปชำระเงินได้ดีขึ้น
| สัญญาณอันตราย (Red Flags) | วิธีการป้องกัน |
|---|---|
| เสนอราคาเต็มโดยไม่ต่อรองและเร่งโอนเงิน | นัดชำระเงินด้วยเงินสดเมื่อเห็นสินค้าจริงเท่านั้น |
| ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลหรืออัปเกรดบัญชีธนาคาร | ห้ามคลิกลิงก์แปลกปลอม และตรวจสอบโดเมนอีเมลให้ถูกต้อง |
| ขอรหัสยืนยันตัวตน (OTP/Verification Code) | ห้ามแบ่งปันรหัสยืนยันตัวตนกับบุคคลอื่นไม่ว่ากรณีใดๆ |
| อ้างว่าให้บุคคลอื่นมารับสินค้าแทนหลังจากโอนเงิน | ระมัดระวังการทำธุรกรรมที่ไม่มีการเผชิญหน้ากัน |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมมิจฉาชีพถึงใช้บัญชี Facebook ที่ดูน่าเชื่อถือและมีอายุการใช้งานนาน?
มิจฉาชีพมักซื้อบัญชีที่ถูกแฮ็กหรือบัญชีที่ถูกทิ้งไว้จากตลาดมืด เพื่อให้โปรไฟล์ดูเหมือนคนปกติที่มีตัวตนจริง ทำให้เหยื่อลดการระวังตัวมากกว่าการใช้บัญชีที่เพิ่งสร้างใหม่
จะรู้ได้อย่างไรว่าอีเมลจาก Zelle เป็นของจริงหรือของปลอม?
Zelle ระบุว่าอีเมลอย่างเป็นทางการจะส่งมาจากโดเมนที่ลงท้ายด้วย @zelle.com และ @zellepay.com เท่านั้น หากเป็นโดเมนอื่นให้สันนิษฐานว่าเป็นกลโกง
ระบบคุ้มครองการซื้อขายของ Facebook ครอบคลุมกรณีใดบ้าง?
ระบบคุ้มครองจะทำงานในบางกรณีของการจัดส่งสินค้า แต่จะไม่ครอบคลุมการชำระเงินผ่านแอปภายนอก การนัดรับสินค้าในพื้นที่ หรือการตกลงซื้อขายผ่าน Messenger
หากเผลอให้รหัสยืนยัน Google Voice ไปแล้วควรทำอย่างไร?
ควรรีบติดต่อ Google เพื่อดำเนินการกู้คืนหมายเลข Google Voice ที่ถูกขโมย และตรวจสอบความปลอดภัยของบัญชีที่เชื่อมโยงกับเบอร์โทรศัพท์นั้นทันที



