Facebook ส่งข้อมูลเชิงลึกการซื้อโฆษณาของรัสเซียให้ Robert Mueller
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ Facebook ยอมเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการซื้อโฆษณาออนไลน์ของเจ้าหน้าที่รัสเซียให้แก่ Robert Mueller อัยการพิเศษผู้รับผิดชอบการสืบสวนการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลชุดนี้มีความละเอียดมากกว่าสิ่งที่บริษัทเคยรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายผลการสืบสวนว่าตัวแทนจากรัสเซียใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและเครื่องมือค้นหาในการเผยแพร่โฆษณาเพื่อโน้มน้าวผลการเลือกตั้งอย่างไร โดย Facebook ระบุว่าบริษัทกำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังการส่งมอบข้อมูล: หมายศาลและข้อจำกัดทางกฎหมาย
รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า ข้อมูลที่ Robert Mueller ได้รับประกอบด้วยสำเนาโฆษณาที่รัสเซียเป็นผู้ซื้อ รวมถึงรายละเอียดของบัญชีผู้ใช้และ Targeting Criteria (เกณฑ์การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย) ที่ใช้ในการกระจายโฆษณา ซึ่งเชื่อว่า Facebook จำเป็นต้องส่งมอบข้อมูลเหล่านี้เนื่องจากมีการใช้ Search Warrant หรือหมายค้นที่มีผลบังคับทางกฎหมายสูงกว่าการเรียกตัวไปให้การทั่วไป
สาเหตุที่ Facebook ให้ข้อมูลกับทีมสืบสวนของ Mueller มากกว่าที่ให้ไว้กับรัฐสภา อาจมาจากความกังวลเรื่องกฎหมายความเป็นส่วนตัว หรือความกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหลผ่านเจ้าหน้าที่รัฐสภา ซึ่งต่างจากทีมของ Mueller ที่มีการรักษาความลับที่เข้มงวดกว่า นอกจากนี้ Facebook ยังอ้างถึง Electronic Communications Privacy Act (กฎหมายว่าด้วยความเป็นส่วนตัวของการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อจำกัดการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนต่อสาธารณะ
เครือข่ายการโฆษณาและ 'โรงงานโทรลล์' จากรัสเซีย
จากการตรวจสอบเบื้องต้น Facebook ยอมรับว่าระหว่างปี 2015 ถึง 2017 มีการขายโฆษณาทางการเมืองให้กับกลุ่มที่สนับสนุนเครมลินเป็นมูลค่าสูงถึง 150,000 ดอลลาร์ โดยพบว่ามีบัญชีที่ Inauthentic (บัญชีปลอมหรือไม่ระบุตัวตนจริง) ประมาณ 500 บัญชีที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย ได้ทำการซื้อโฆษณารวมแล้วกว่า 5,000 ชิ้น
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ บัญชีเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับ Internet Research Agency ซึ่งเป็นโรงงานโทรลล์ (Troll Farm หรือกลุ่มคนที่ถูกจ้างมาเพื่อสร้างกระแสบิดเบือนข้อมูลออนไลน์) ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน เพื่อดำเนินแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ
| หัวข้อข้อมูล | รายละเอียด |
|---|---|
| มูลค่าโฆษณาการเมือง (2015-2017) | ประมาณ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| จำนวนบัญชีปลอมที่เกี่ยวข้อง | ประมาณ 500 บัญชี |
| จำนวนโฆษณาที่ถูกซื้อ | ประมาณ 5,000 ชิ้น |
| หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | Internet Research Agency (รัสเซีย) |
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและรัฐบาล
กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Facebook เพียงรายเดียว แต่ Twitter ก็ถูกจับตามองและคาดว่าจะต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการข่าวกรองของวุฒิสภาเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อจากต่างชาติโดยไม่รู้ตัว หรืออาจละเลยการตรวจสอบที่เข้มงวดพอ
ในขณะเดียวกัน ทางวุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้ Subpoena (หมายเรียก) เพื่อบังคับให้ผู้บริหารของ Facebook เข้ามาชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณะว่าตัวแทนจากรัสเซียสามารถเข้าถึงระบบโฆษณาของบริษัทได้อย่างไร
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Facebook ส่งข้อมูลการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและสำเนาโฆษณาของรัสเซียให้ Robert Mueller ผ่านหมายค้น
- พบการใช้บัญชีปลอม 500 บัญชี ซื้อโฆษณา 5,000 ชิ้น มูลค่ารวม 150,000 ดอลลาร์
- Internet Research Agency ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสออนไลน์
- Facebook เคยปฏิเสธในตอนแรกว่าไม่มีการซื้อโฆษณาโดยตัวแทนรัฐบาลรัสเซีย
- Twitter เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ถูกเรียกตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Facebook ถึงให้ข้อมูลกับ Robert Mueller มากกว่ารัฐสภา?
เนื่องจากทีมสืบสวนของ Mueller ใช้หมายค้น (Search Warrant) ซึ่งมีอำนาจทางกฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูลได้มากกว่า และมีความน่าเชื่อถือในการรักษาความลับของข้อมูลมากกว่าเจ้าหน้าที่ในรัฐสภา
Internet Research Agency คืออะไร?
คือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็น 'โรงงานโทรลล์' ในรัสเซีย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสร้างแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อออนไลน์เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของผู้คนในต่างประเทศ
Facebook มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดหรือไม่?
ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนว่ามีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างแคมเปญของโดนัลด์ ทรัมป์ กับรัฐบาลรัสเซียหรือไม่ โดย Facebook ถูกวิจารณ์ว่าปล่อยให้มีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้ง
ความแตกต่างระหว่าง Subpoena และ Search Warrant ในกรณีนี้คืออะไร?
Subpoena คือหมายเรียกให้มาให้การหรือส่งเอกสาร ซึ่งผู้ถูกเรียกอาจปฏิเสธได้ในบางกรณีตามกฎหมายความเป็นส่วนตัว แต่ Search Warrant คือหมายค้นที่มีอำนาจบังคับให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลที่ระบุไว้ในหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



