Facebook ยกระดับความปลอดภัยข้อมูล สั่งจำกัดการเข้าถึง API และปิดระบบเก่าของ Instagram
หลังจากเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านข้อมูลครั้งใหญ่จากกรณี Cambridge Analytica ทาง Facebook ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด โดย Mike Schroepfer ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ระบุว่าบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งจะไม่มีการผ่อนปรนในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้อีกต่อไป
มาตรการที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเร่งปิดการทำงานของ API (Application Programming Interface หรือช่องทางที่ซอฟต์แวร์ภายนอกใช้เชื่อมต่อกับระบบของ Facebook) ในหลายส่วน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลจาก Events, Groups, Pages และระบบ Facebook Login ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเหล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันที่เคยใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการให้บริการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Instagram และ Facebook
สำหรับ Instagram ได้มีการเร่งกำหนดการยกเลิกการใช้งาน API แพลตฟอร์มรุ่นเก่าให้มีผลทันที จากเดิมที่มีกำหนดการในวันที่ 31 กรกฎาคม ส่งผลให้แอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับวิเคราะห์ผู้ติดตามหรือช่วยเพิ่มยอดผู้ติดตามหลายตัวไม่สามารถใช้งานได้ โดยฟังก์ชันที่ถูกระงับทันที ได้แก่ รายชื่อผู้ติดตาม, ความสัมพันธ์ระหว่างบัญชี และการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาสาธารณะ
นอกจากนี้ Facebook ยังได้สั่งปิดระบบการค้นหาผู้ใช้ผ่านอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ รวมถึงปรับปรุงระบบกู้คืนบัญชีใหม่ เนื่องจากตรวจพบว่ามีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางเหล่านี้ในการ Scrape หรือการดึงข้อมูลสาธารณะของผู้ใช้ออกไปในปริมาณมาก ซึ่ง Schroepfer ยอมรับว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่อาจถูกดึงข้อมูลโปรไฟล์สาธารณะผ่านวิธีการดังกล่าวไปแล้ว
| ส่วนที่เปลี่ยนแปลง | ผลกระทบและเงื่อนไขใหม่ |
|---|---|
| Events API | ต้องขออนุมัติการใช้งาน ไม่สามารถดึงรายชื่อแขกหรือโพสต์บนวอลล์กิจกรรมได้ |
| Groups API | ต้องได้รับอนุมัติจากทั้ง Facebook และผู้ดูแลกลุ่ม ไม่สามารถดึงรายชื่อสมาชิกได้ |
| Pages API | จำกัดเฉพาะผู้ให้บริการที่มีประโยชน์และต้องผ่านการอนุมัติจาก Facebook เท่านั้น |
| Facebook Login | กระบวนการตรวจสอบเข้มงวดขึ้น และจะตัดการเข้าถึงหากไม่มีการใช้งานเกิน 3 เดือน |
| ระบบค้นหาและกู้คืน | ยกเลิกการค้นหาด้วยอีเมล/เบอร์โทร และไม่แสดงตัวตนผู้ใช้ทันทีในขั้นตอนกู้คืนบัญชี |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ผลกระทบผู้ใช้: ผู้ใช้งานสูงสุด 87 ล้านรายถูก Cambridge Analytica นำข้อมูลไปใช้โดยไม่ถูกต้อง (เพิ่มขึ้นจากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้ 50 ล้านราย)
- การแจ้งเตือน: ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเห็นคำเตือนบน News Feed พร้อมคำแนะนำในการลบแอปพลิเคชันที่เคยให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล
- เป้าหมายหลัก: เพื่อปิดช่องโหว่การดึงข้อมูล (Data Scraping) และคัดกรองเฉพาะนักพัฒนาที่น่าเชื่อถือให้เข้าถึงข้อมูลได้
- ผลกระทบต่อนักพัฒนา: แอปพลิเคชันจัดการเพจ, ระบบจองตั๋ว และเครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดียอาจหยุดทำงานหรือต้องปรับปรุงระบบใหม่
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยอมให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่าความสะดวกของนักพัฒนา แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้อาจสร้างความกังวลให้กับผู้ที่สร้างแอปพลิเคชันบนแพลตฟอร์มของ Facebook ในอนาคตก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Facebook ถึงต้องจำกัดการเข้าถึง API อย่างกะทันหัน?
เพื่อป้องกันการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในทางที่ผิดและยับยั้งการดึงข้อมูล (Scraping) โดยผู้ไม่หวังดี หลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวของ Cambridge Analytica
ผู้ใช้งานทั่วไปจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?
ผู้ใช้อาจพบความยุ่งยากในการค้นหาเพื่อนผ่านอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ และระบบกู้คืนบัญชีอาจไม่แสดงชื่อผู้ใช้ในทันทีเพื่อความปลอดภัย
แอปพลิเคชันที่ใช้ Facebook Login จะยังใช้งานได้หรือไม่?
แอปส่วนใหญ่ยังคงใช้งานได้ตามปกติ เนื่องจากแอปทั่วไปไม่ได้ขอข้อมูลเชิงลึก เช่น ศาสนาหรือประวัติการดูวิดีโอ แต่แอปที่ต้องการข้อมูลประวัติการทำงานอาจได้รับผลกระทบ
ผู้ใช้ที่ถูกดึงข้อมูลโดย Cambridge Analytica จะทราบได้อย่างไร?
Facebook จะแสดงการแจ้งเตือนที่ด้านบนของ News Feed เพื่อบอกรายละเอียดสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีจัดการสิทธิ์การเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อ Instagram อย่างไร?
Instagram ได้เร่งปิด API รุ่นเก่าที่ใช้ดึงรายชื่อผู้ติดตามและความสัมพันธ์ระหว่างบัญชี ทำให้แอปพลิเคชันวิเคราะห์ผู้ติดตามหลายตัวไม่สามารถทำงานได้



