DHS แอบเก็บ DNA พลเมืองสหรัฐฯ เข้าฐานข้อมูลอาชญากรรม FBI โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) ภายใต้สังกัด กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ทำการเก็บตัวอย่าง DNA จากพลเมืองสหรัฐฯ รวมถึงผู้เยาว์อย่างลับๆ เพื่อส่งเข้าสู่ฐานข้อมูลอาชญากรรมของ FBI ซึ่งการขยายขอบเขตการสอดแนมทางพันธุกรรมในครั้งนี้ ไม่เคยได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับใช้กับพลเมือง เด็ก หรือผู้ถูกกักตัวในคดีแพ่ง

ข้อมูลจากศูนย์ความเป็นส่วนตัวและเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown Law’s Center on Privacy & Technology) ระบุว่า ระหว่างปี 2020 ถึง 2024 มีพลเมืองสหรัฐฯ เกือบ 2,000 รายถูกเก็บ DNA และส่งไปยัง CODIS (Combined DNA Index System) ซึ่งเป็นระบบดัชนี DNA ระดับชาติของ FBI ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการสืบสวนคดีอาชญากรรมรุนแรง โดยในจำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำสุดเพียง 14 ปี รวมอยู่ด้วยประมาณ 95 ราย

สิ่งที่น่ากังวลคือ พบว่ามีผู้เดินทางหลายรายที่ถูกเก็บ DNA ทั้งที่ไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญา และในบางกรณีเจ้าหน้าที่ปล่อยช่อง "ข้อหา" ให้ว่างไว้ หรือใช้บทลงโทษทางแพ่งเป็นข้ออ้างในการเก็บตัวอย่าง ซึ่งตามกฎหมายรัฐบาลกลางจะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะในกรณีการจับกุมทางอาญาเท่านั้น

การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องมือสืบสวนสู่ระบบสอดแนมมวลชน

เดิมที CODIS ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายคดีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบนี้ได้กลายเป็นแหล่งเก็บข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมกว้างขวางเกินกว่าขอบเขตของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะภายใต้นโยบายการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด

ปัจจุบันมีการใช้ Rapid DNA หรือเครื่องวิเคราะห์ DNA แบบรวดเร็ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัตโนมัติที่สามารถสร้างโปรไฟล์ DNA ที่พร้อมส่งเข้าระบบ CODIS ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทำให้การเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็วและแพร่หลายมากขึ้นในสถานีรับแจ้งความและจุดกักตัว

Image 7

สถิติที่น่าตกใจแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2020 DHS ได้ส่งโปรไฟล์ DNA เข้าสู่ CODIS ถึง 2.6 ล้านโปรไฟล์ โดย 97% ของตัวอย่างเหล่านี้ถูกเก็บภายใต้อำนาจทางแพ่ง ไม่ใช่อำนาจทางอาญา ซึ่งหากอัตราการเติบโตยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าภายในปี 2034 ข้อมูลจาก DHS เพียงหน่วยงานเดียวอาจครองสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของฐานข้อมูล CODIS ทั้งหมด

สรุปสถิติการเก็บ DNA โดย DHS เข้าสู่ระบบ CODIS
หัวข้อข้อมูล รายละเอียด/จำนวน
จำนวนโปรไฟล์ที่ส่งเข้า CODIS (ตั้งแต่ปี 2020) ประมาณ 2.6 ล้านโปรไฟล์
สัดส่วนการเก็บข้อมูลภายใต้อำนาจทางแพ่ง 97%
จำนวนพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ DNA (2020-2024) เกือบ 2,000 ราย
จำนวนตัวอย่างที่ส่งต่อเดือน (หลังเปลี่ยนกฎปี 2020) 92,000 รายการ (เพิ่มขึ้น 10 เท่า)
จำนวนชุดตรวจที่ค้างการประมวลผล (Backlog) ประมาณ 650,000 ชุด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การละเมิดกฎหมาย: มีการเก็บ DNA จากพลเมืองสหรัฐฯ และเด็กโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ
  • การขยายตัวของข้อมูล: จำนวนการส่งตัวอย่าง DNA เพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็น 92,000 รายการต่อเดือน
  • ความเสี่ยงระยะยาว: ผู้ที่ถูกบันทึกข้อมูลใน CODIS อาจถูกเจ้าหน้าที่เพ่งเล็งในฐานะผู้ต้องสงสัยไปตลอดชีวิต
  • ขาดการตรวจสอบ: ผู้ตรวจการทั่วไปของ DHS พบว่าหน่วยงานขาดการกำกับดูแลส่วนกลางในการเก็บ DNA
  • การเก็บรักษาถาวร: เมื่อข้อมูลถูกอัปโหลดเข้า CODIS รัฐบาลจะเก็บตัวอย่างทางกายภาพไว้ตลอดกาลโดยไม่มีขั้นตอนการลบออก

คำถามที่พบบ่อย

CODIS คืออะไรและมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

CODIS หรือ Combined DNA Index System คือระบบฐานข้อมูล DNA ระดับชาติของ FBI ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการระบุตัวตนผู้กระทำผิดและเชื่อมโยงหลักฐานทางพันธุกรรมในคดีอาชญากรรมรุนแรง

ทำไมการเก็บ DNA จากพลเมืองสหรัฐฯ ในกรณีนี้จึงเป็นปัญหา?

เพราะตามกฎหมาย การเก็บ DNA จะทำได้เมื่อมีการจับกุมในคดีอาญา แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ CBP กลับเก็บ DNA จากผู้ที่ไม่มีข้อหา หรือใช้เหตุผลทางแพ่ง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

Rapid DNA มีบทบาทอย่างไรในกระบวนการนี้?

Rapid DNA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้การวิเคราะห์ DNA ทำได้รวดเร็วมาก (ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถส่งข้อมูลเข้าฐานข้อมูล CODIS ได้ทันที ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก

ผลกระทบต่อเด็กที่ถูกเก็บ DNA คืออะไร?

นักกฎหมายและสว. รอน ไวเดน เตือนว่าเด็กที่ถูกเก็บ DNA จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลอาชญากรรม ซึ่งอาจทำให้พวกเขาถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ต้องสงสัยในทุกการสืบสวนคดีอาญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่มีกำหนด

มีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ได้ยื่นฟ้อง DHS เพื่อบังคับให้เปิดเผยบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเก็บ DNA นี้ เนื่องจากขาดความโปร่งใสในการจัดเก็บและการนำข้อมูลไปใช้