DeepSeek AI กับความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและข้อมูลที่ส่งกลับจีน

ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามจำกัดการเข้าถึง TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นจากจีน แต่ดูเหมือนว่ากระแสการใช้งานบริการดิจิทัลจากจีนในหมู่ชาวอเมริกันจะไม่ได้ลดลงเลย ล่าสุด DeepSeek แพลตฟอร์ม Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้) จากผู้พัฒนาชาวจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของยักษ์ใหญ่ฝั่งสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการสั่งห้ามแอปพลิเคชันบางตัวอาจไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่หลายของเทคโนโลยี AI จากจีนได้

DeepSeek พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการวิจัย AI ที่สนับสนุนโดยกองทุน Hedge Fund ชื่อดังของจีน โดยจุดเด่นคือการปล่อยโมเดลแบบ Open Source (ซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยรหัสต้นฉบับให้สาธารณะนำไปใช้และพัฒนาต่อได้) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับ AI ชั้นนำของโลก แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ แต่ทีมพัฒนาก็สามารถหาทางออกทางเทคนิคจนสร้างโมเดลที่ทรงพลังขึ้นมาได้

การเข้าถึงและรูปแบบการทำงานของ DeepSeek

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เข้าถึง DeepSeek ผ่านทางแอปพลิเคชันบน iOS, Android หรือผ่านหน้าเว็บเบราว์เซอร์ โดยมีความสามารถหลักๆ ดังนี้:

  • การตอบคำถาม: สามารถโต้ตอบและให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
  • การค้นหาข้อมูล: สามารถเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้
  • โมเดลการใช้เหตุผล (Reasoning Model): สามารถวิเคราะห์และขยายความคำตอบให้มีรายละเอียดเชิงลึกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว DeepSeek มีโมเดลบางส่วนที่อนุญาตให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งและรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Local Run) ซึ่งจะช่วยให้การประมวลผลข้อมูลเกิดขึ้นภายในเครื่องโดยไม่ต้องส่งข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

Image 10

เจาะลึกการเก็บข้อมูล: DeepSeek รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคุณบ้าง?

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของ DeepSeek ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บจะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ใน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งหมายความว่าทุกบทสนทนาและคำถามที่คุณป้อนเข้าไปมีโอกาสถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน

ข้อมูลที่ DeepSeek จัดเก็บสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

  1. ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้โดยตรง: ได้แก่ ข้อความแชท, ไฟล์ที่อัปโหลด, เสียง, ประวัติการสนทนา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวตอนสมัครสมาชิก เช่น อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ และวันเกิด
  2. ข้อมูลที่เก็บโดยอัตโนมัติ: เช่น ที่อยู่ IP, ระบบปฏิบัติการ, ประเภทอุปกรณ์, รายงานการค้างของแอป (Crash reports) และที่น่าสนใจคือ รูปแบบการพิมพ์ (Keystroke patterns) ซึ่งมักใช้ในซอฟต์แวร์ภาษาที่ใช้ตัวอักษรพิเศษ
  3. ข้อมูลจากแหล่งภายนอก: หากคุณล็อกอินผ่าน Google หรือ Apple ทาง DeepSeek จะได้รับข้อมูลบางส่วนจากผู้ให้บริการเหล่านั้น รวมถึงข้อมูลจากบริษัทโฆษณาเพื่อใช้ในการระบุตัวตนและติดตามพฤติกรรมนอกแพลตฟอร์ม

จากการตรวจสอบการทำงานเบื้องหลังของเว็บไซต์ พบว่ามีการส่งข้อมูลไปยัง Baidu Tongji (เครื่องมือวิเคราะห์เว็บของ Baidu) และ Volces (บริษัทโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของจีน) นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีการส่งข้อมูลเครือข่ายพื้นฐานไปยัง ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok อีกด้วย

Image 11

การนำข้อมูลไปใช้และความเสี่ยงด้านความมั่นคง

DeepSeek ระบุว่านำข้อมูลไปใช้เพื่อปรับปรุงบริการและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการนำคำสั่ง (Prompts) ของผู้ใช้ไป ฝึกฝน AI (Training) เพื่อให้โมเดลฉลาดขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในประเทศจีนมีกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ให้อำนาจรัฐบาลในการเรียกขอข้อมูลจากบริษัทเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของชาติ

ความเสี่ยงที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังรวมถึง การควบคุมเนื้อหา (Censorship) โดยผู้ใช้บางรายพบว่า AI จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองของจีน เช่น เหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 หรือให้คำตอบในลักษณะที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ใช้งานในระยะยาว

สรุปการจัดเก็บและใช้งานข้อมูลของ DeepSeek
ประเภทข้อมูล สิ่งที่จัดเก็บ จุดประสงค์/ปลายทาง
ข้อมูลผู้ใช้ แชท, ไฟล์, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ เซิร์ฟเวอร์ในจีน / ใช้ฝึกฝน AI
ข้อมูลทางเทคนิค IP Address, OS, รูปแบบการพิมพ์ วิเคราะห์การใช้งาน / ส่งให้ Baidu, Volces
ข้อมูลภายนอก โปรไฟล์จาก Google, Apple, โฆษณา ระบุตัวตนและติดตามพฤติกรรม
การควบคุมเนื้อหา การกรองคำตอบทางการเมือง ปฏิบัติตามกฎหมายความมั่นคงของจีน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • สถานที่เก็บข้อมูล: ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศจีน
  • การเข้าถึงข้อมูล: รัฐบาลจีนสามารถขอเข้าถึงข้อมูลได้ตามกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์
  • การเซ็นเซอร์: มีการจำกัดการตอบคำถามที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน
  • ทางเลือกความเป็นส่วนตัว: การรันโมเดลแบบ Local บนเครื่องตนเองช่วยลดการส่งข้อมูลกลับบริษัทได้
  • การเชื่อมโยง: พบการส่งข้อมูลไปยังบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่น เช่น Baidu และ ByteDance

คำถามที่พบบ่อย

DeepSeek ปลอดภัยกว่า ChatGPT หรือไม่?

ในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานอาจใกล้เคียงกัน แต่ในด้านความเป็นส่วนตัว DeepSeek มีความเสี่ยงสูงกว่าในเรื่องของการส่งข้อมูลกลับไปยังประเทศจีนและการถูกเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐบาลจีนตามกฎหมายท้องถิ่น

เราสามารถลบข้อมูลใน DeepSeek ได้อย่างไร?

ผู้ใช้สามารถลบประวัติการแชทได้โดยไปที่แถบนำทางด้านซ้าย คลิกที่ชื่อบัญชีเพื่อเข้าสู่การตั้งค่า และเลือก "Delete all chats" อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจไม่ได้ลบข้อมูลที่ถูกส่งไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์แล้วทั้งหมด

การใช้งาน DeepSeek ผ่าน Perplexity ปลอดภัยกว่าหรือไม่?

Perplexity ระบุว่าได้นำโมเดล DeepSeek มาใช้โดยโฮสต์ไว้ในศูนย์ข้อมูลของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องการส่งข้อมูลตรงไปยังจีนได้ในระดับหนึ่ง

ทำไม DeepSeek ถึงเก็บข้อมูล "รูปแบบการพิมพ์" (Keystroke patterns)?

ข้อมูลนี้มักถูกเก็บในซอฟต์แวร์ที่รองรับภาษาที่ซับซ้อน (เช่น ภาษาจีน) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการป้อนข้อมูลและปรับปรุงการตอบสนองของระบบให้ดียิ่งขึ้น

ควรระวังอะไรบ้างเมื่อใช้งาน AI จากจีน?

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ห้ามป้อนข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลความลับของบริษัท หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ชัดเจนลงใน AI แชทบอททุกประเภท โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีนโยบายการเก็บข้อมูลในประเทศที่มีกฎหมายความมั่นคงเข้มงวด