Cybercheck เทคโนโลยีติดตามตัวปริศนาที่สั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ
ในคืนหนึ่งของเดือนสิงหาคม ปี 2020 ณ เมืองแอครอน รัฐโอไฮโอ เหตุการณ์ยิงกันอย่างโหดเหี้ยมได้พรากชีวิตเด็กชายวัย 20 เดือนอย่าง Tyree Halsell ไปอย่างน่าเศร้า แม้ตำรวจจะพยายามใช้เครื่องมือมาตรฐานอย่างการขอข้อมูลตำแหน่งจากผู้ให้บริการเครือข่าย Sprint และการใช้ Geofence Warrant (หมายศาลขอข้อมูลอุปกรณ์ทุกเครื่องที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ) จาก Google แต่กลับไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงไปยังผู้ต้องสงสัยที่ชื่อ Phillip Mendoza เลย
ทว่าในอีกสองปีต่อมา ความหวังใหม่ของตำรวจปรากฏขึ้นในรูปแบบของรายงานจากบริษัทสัญชาติแคนาดาชื่อ Global Intelligence ซึ่งนำเสนอระบบที่ชื่อว่า Cybercheck เครื่องมือที่อ้างว่าสามารถระบุตำแหน่งบุคคลได้แม่นยำโดยไม่ต้องใช้หมายศาล
Cybercheck คืออะไรและทำงานอย่างไร?
Cybercheck ถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือ OSINT (Open Source Intelligence) หรือการสืบหาข่าวกรองจากแหล่งข้อมูลเปิด ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะที่ใครก็เข้าถึงได้ โดยบริษัทอ้างว่าใช้ชุดอัลกอริทึมกว่า 700 รายการ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า Cyber Profile หรือ "ลายนิ้วมือดิจิทัล" ของบุคคล
Cyber Profile คือการรวบรวมข้อมูลระบุตัวตนออนไลน์ เช่น ชื่อ, นามแฝง, อีเมล, หมายเลขโทรศัพท์, IP Address และ Google ID เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าบุคคลนั้นเคยเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายหรือจุดเข้าใช้งาน (Access Points) ใดบ้าง ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของเป้าหมายได้ทั้งแบบเรียลไทม์และย้อนหลัง โดย Adam Mosher ผู้ก่อตั้งบริษัท ยืนยันว่ากระบวนการนี้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด
ความน่าเชื่อถือที่ถูกตั้งคำถาม
แม้จะดูล้ำสมัย แต่การตรวจสอบโดย WIRED พบว่า Cybercheck อาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ในคดีของ Mendoza ระบบระบุว่าเขาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยความแม่นยำ 93.13% แต่เมื่อทนายความตรวจสอบกลับพบข้อผิดพลาดร้ายแรง คือตำรวจป้อนวันที่ผิด (ระบุวันที่ 20 สิงหาคม แทนที่จะเป็น 2 สิงหาคม) แต่ระบบกลับยังยืนยันว่าพบตัวผู้ต้องสงสัยในตำแหน่งเดิม เวลาเดิม และความแม่นยำเท่าเดิมเป๊ะในวันที่ผิดนั้น
นอกจากนี้ ในคดีฆาตกรรมที่รัฐเท็กซัส ระบบอ้างว่าพบสัญญาณจากเครื่องพิมพ์ LaserJet ไร้สายใกล้จุดเกิดเหตุ แต่เมื่อถึงเวลาพิสูจน์ในศาล กลับไม่สามารถหาเครื่องพิมพ์เครื่องนั้นพบ ทำให้พนักงานอัยการต้องถอนรายงานของ Cybercheck ออกจากหลักฐานในชั้นศาล
| หน่วยงาน / พื้นที่ | สถานะการใช้งาน | ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น |
|---|---|---|
| อัยการเขต Summit (โอไฮโอ) | ถอนหลักฐานออก 4 คดี | พบข้อมูลวันที่ผิดพลาดและไม่สามารถยืนยันได้ |
| ตำรวจรัฐโอไฮโอ (BCI) | ยกเลิกสัญญา | เบาะแสที่ได้รับไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ |
| นายอำเภอ Yakima (วอชิงตัน) | หยุดใช้งาน | ได้รับข้อมูลที่ไม่แม่นยำ |
| ตำรวจ Aurora (โคโลราโด) | ไม่สามารถยืนยันข้อมูล | ระบุตำแหน่งเราเตอร์ที่เจ้าของบ้านยืนยันว่าไม่มีอยู่จริง |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- จำนวนการใช้งาน: มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 345 แห่ง ใช้ระบบนี้ค้นหาข้อมูลไปแล้วประมาณ 24,000 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2017
- ราคาค่าบริการ: เริ่มต้นเพียง 309 ดอลลาร์ต่อคดี ซึ่งถูกกว่าเครื่องมือจารกรรมระดับชาติมาก
- ปัญหาด้านความโปร่งใส: บริษัทไม่สามารถแสดงหลักฐานหรือ "ที่มา" ของข้อมูลได้ โดยอ้างว่าข้อมูลมีปริมาณมหาศาลระดับ Zettabyte (1 ล้านล้านกิกะไบต์) จนไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ทั้งหมด
- ความขัดแย้งทางเทคนิค: ผู้เชี่ยวชาญจาก SANS Institute ระบุว่า ข้อมูลบางอย่างในรายงานเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาได้จากแหล่งข้อมูลเปิด (Open Source) เพียงอย่างเดียว
บทสรุปของเทคโนโลยีที่ไร้หลักฐาน
แม้จะมีบางกรณีที่ Cybercheck ให้เบาะแสที่ถูกต้อง เช่น คดีลักพาตัวเด็กในรัฐอิลลินอยส์ที่ระบุว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในรัฐออริกอน (ซึ่งภายหลังได้รับการยืนยันว่าจริง) แต่ปัญหาใหญ่คือระบบไม่สามารถให้หลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอสำหรับการขอหมายศาลได้
ในปัจจุบัน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งเริ่มถอยห่างจาก Global Intelligence เนื่องจากความไม่โปร่งใสของอัลกอริทึมและความเสี่ยงที่จะนำข้อมูลเท็จเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ความต้องการเครื่องมือติดตามตัวที่มีประสิทธิภาพยังคงมีอยู่ ทำให้หลายหน่วยงานยังคงมองหาทางเลือกอื่นที่เชื่อถือได้มากกว่านี้
คำถามที่พบบ่อย
Cybercheck แตกต่างจากการขอข้อมูลจาก Google หรือ Sprint อย่างไร?
การขอข้อมูลจากบริษัทเทคโนโลยีต้องใช้หมายศาลและเป็นการดึงข้อมูลโดยตรงจากผู้ให้บริการ แต่ Cybercheck อ้างว่าใช้ข้อมูลสาธารณะ (OSINT) และอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ ทำให้ไม่ต้องใช้หมายศาลในการเข้าถึงข้อมูล
ทำไมรายงานของ Cybercheck ถึงถูกถอนออกจากชั้นศาลในหลายคดี?
เนื่องจากพบความผิดพลาดด้านข้อมูล เช่น การระบุตำแหน่งที่ถูกต้องในวันที่ผิด หรือการระบุอุปกรณ์เครือข่ายที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการที่บริษัทไม่สามารถแสดงวิธีการได้มาซึ่งข้อมูล (Show its work) เพื่อให้ศาลตรวจสอบความถูกต้องได้
Cyber Profile คืออะไร?
คือการนำข้อมูลระบุตัวตนดิจิทัลทั้งหมดของบุคคล เช่น อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ และ IP Address มารวมกันเพื่อสร้างเป็นอัตลักษณ์ดิจิทัลเฉพาะตัว ซึ่งระบบจะใช้สิ่งนี้ในการติดตามการเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายต่างๆ
ระบบนี้มีความแม่นยำเพียงใด?
แม้บริษัทจะระบุเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำไว้สูง (เช่น 90% ขึ้นไป) แต่ในทางปฏิบัติพบว่าข้อมูลหลายส่วนไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และในบางกรณีข้อมูลนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง


