Change Healthcare ถูกโจมตีด้วย Ransomware และเบาะแสการจ่ายค่าไถ่ 22 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่พุ่งเป้าไปที่ Change Healthcare บริษัทด้านการแพทย์ชั้นนำ ได้สร้างความโกลาหลไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจ่ายยาในร้านขายยาและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งทำให้การส่งมอบยาตามใบสั่งแพทย์ต้องหยุดชะงักยาวนานกว่า 10 วัน
ความคืบหน้าล่าสุดของเหตุการณ์นี้ไม่ได้มาจากคำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่เกิดจากความขัดแย้งภายในกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ เมื่อหนึ่งในพันธมิตรของผู้โจมตีออกมาแฉว่ากลุ่มแฮกเกอร์ AlphV (หรือที่รู้จักในชื่อ BlackCat) ได้รับเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดว่าเป็นค่าไถ่จากการโจมตีในครั้งนี้
ร่องรอยการเงินบน Blockchain และความขัดแย้งของแฮกเกอร์
หลักฐานสำคัญปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม โดยมีการตรวจพบธุรกรรม Bitcoin จำนวน 350 เหรียญ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โอนเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม AlphV ต่อมาในอีกสองวันถัดมา แฮกเกอร์รายหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "affiliate" หรือผู้ร่วมปฏิบัติการที่ช่วยเจาะระบบเครือข่าย ได้โพสต์ข้อความในฟอรัมอาชญากรรมไซเบอร์ชื่อ RAMP โดยระบุว่า AlphV โกงส่วนแบ่งค่าไถ่ที่ควรจะได้จาก Change Healthcare
Dmitry Smilyanets นักวิจัยจาก Recorded Future ระบุว่าธุรกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก และการที่ผู้ร่วมขบวนการออกมาอ้างสิทธิ์ในเงินก้อนนี้ ยิ่งตอกย้ำว่า Change Healthcare น่าจะยอมจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อกู้คืนระบบ แม้ว่าโฆษกของ Change Healthcare (บริษัทในเครือ UnitedHealth Group) จะปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการจ่ายเงิน โดยระบุเพียงว่ากำลังมุ่งเน้นไปที่การสืบสวนเท่านั้น

ผลกระทบและอันตรายจากการยอมจ่ายค่าไถ่
Brett Callow ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือซอฟต์แวร์ที่ล็อกข้อมูลเพื่อเรียกเงินแลกกับการปลดล็อก) จาก Emsisoft เตือนว่าการจ่ายเงินจำนวน 22 ล้านดอลลาร์ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้มหาศาลให้แฮกเกอร์ แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่ออุตสาหกรรมสาธารณสุข
การจ่ายค่าไถ่เป็นการส่งสัญญาณให้กลุ่มอาชญากรเห็นว่า ภาคการแพทย์เป็นเป้าหมายที่ทำกำไรได้สูง เนื่องจากเป็นบริการที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพา ทำให้แฮกเกอร์มีแนวโน้มที่จะโจมตีหน่วยงานด้านสุขภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| กลุ่มผู้โจมตี | AlphV / BlackCat |
| มูลค่าค่าไถ่ที่คาดการณ์ | ประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (350 BTC) |
| ผลกระทบหลัก | ระบบจ่ายยาในสหรัฐฯ หยุดชะงักนานกว่า 10 วัน |
| สถานะปัจจุบันของกลุ่มแฮกเกอร์ | เว็บไซต์ Dark Web ถูกปิด (อาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐยึด) |
ความเสี่ยงที่ยังไม่หมดไปและประวัติของ AlphV
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือคำกล่าวอ้างของแฮกเกอร์ "notchy" (ผู้ร่วมปฏิบัติการที่ถูกโกง) ซึ่งระบุว่าในระหว่างการเจาะระบบ Change Healthcare พวกเขาได้เข้าถึงข้อมูลของบริษัทพันธมิตรด้านสุขภาพรายอื่นๆ ด้วย ซึ่งหมายความว่าแม้บริษัทหลักจะจ่ายเงินไปแล้ว แต่ข้อมูลอ่อนไหวทางการแพทย์อาจยังคงอยู่ในมือของแฮกเกอร์ที่กำลังโกรธแค้น และอาจถูกนำมาเรียกค่าไถ่ซ้ำหรือปล่อยรั่วไหลสู่สาธารณะ

กลุ่ม AlphV มีประวัติการปรับเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง เช่น BlackMatter และ Darkside ซึ่งกลุ่ม Darkside นี้เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี Colonial Pipeline ในปี 2021 ที่ทำให้การขนส่งน้ำมันทางตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นอัมพาต และในครั้งนั้นเหยื่อก็เลือกที่จะจ่ายค่าไถ่เช่นกัน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- มูลค่าความเสียหาย: มีการโอน Bitcoin มูลค่าราว 22 ล้านดอลลาร์เข้ากระเป๋าเงินของ AlphV
- ผลกระทบวงกว้าง: ร้านขายยาและโรงพยาบาลทั่วสหรัฐฯ ไม่สามารถจ่ายยาได้ตามปกติเป็นเวลาหลายวัน
- ความเสี่ยงต่อเนื่อง: ข้อมูลของบริษัทพันธมิตรรายอื่นอาจถูกขโมยและนำมาข่มขู่ต่อโดยแฮกเกอร์ระดับปฏิบัติการ
- พฤติกรรมกลุ่มแฮกเกอร์: AlphV มีประวัติการเปลี่ยนชื่อและกลับมาโจมตีใหม่แม้จะเคยถูก FBI ปราบปราม
คำถามที่พบบ่อย
Change Healthcare ยอมรับว่าจ่ายค่าไถ่หรือไม่?
ทางบริษัทปฏิเสธที่จะให้คำตอบโดยตรง โดยระบุว่าขณะนี้กำลังให้ความสำคัญกับการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำไมการจ่ายค่าไถ่ถึงเป็นเรื่องอันตรายต่อระบบสาธารณสุข?
เพราะเป็นการพิสูจน์ให้แฮกเกอร์เห็นว่าการโจมตีโรงพยาบาลหรือบริษัทการแพทย์สามารถเรียกเงินได้จำนวนมาก ทำให้กลุ่มอาชญากรพุ่งเป้าโจมตีภาคส่วนนี้มากขึ้นในอนาคต
กลุ่ม AlphV คือใครและมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่นอย่างไร?
AlphV (หรือ BlackCat) เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่เชี่ยวชาญด้าน Ransomware ซึ่งเคยใช้ชื่อว่า Darkside และเป็นผู้โจมตี Colonial Pipeline จนเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในสหรัฐฯ เมื่อปี 2021
ข้อมูลของผู้ป่วยรายอื่นมีความเสี่ยงหรือไม่?
มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากแฮกเกอร์ระดับปฏิบัติการอ้างว่าได้เข้าถึงข้อมูลของบริษัทพันธมิตรรายอื่นๆ ของ Change Healthcare และอาจนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เรียกเงินแยกต่างหาก



