CBP เพิ่มความเข้มงวดตรวจค้นอุปกรณ์ดิจิทัลของผู้เดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้ที่เดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองอเมริกันหรือชาวต่างชาติ ต่างต้องเผชิญกับอำนาจอันกว้างขวางของ Customs and Border Protection (CBP) หรือหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดน ซึ่งมีสิทธิ์ในการขอตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าสถิติการตรวจค้นอุปกรณ์เหล่านี้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของปีนี้ CBP ได้ดำเนินการตรวจค้นอุปกรณ์ดิจิทัลของผู้เดินทางไปแล้วถึง 14,899 เครื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสถิติสูงสุดเดิมในไตรมาสแรกของปี 2022 ที่มีการตรวจค้น 12,766 เครื่อง หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 16.7% โดยอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบครอบคลุมทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และกล้องถ่ายรูป

แนวโน้มการตรวจค้นที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อผู้เดินทาง

การยกระดับความเข้มงวดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการดำเนินนโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานที่ดุดันของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ซึ่งมีการเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (Immigration and Customs Enforcement) ส่งผลให้มีรายงานการกักตัวที่ยาวนานขึ้นและการตรวจค้นโทรศัพท์ที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้เดินทางอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปบางส่วนตัดสินใจยกเลิกการเดินทาง ขณะที่จำนวนผู้มาเยือนจากแคนาดาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่ง Esha Bhandari จาก American Civil Liberties Union (ACLU) ระบุว่า สิ่งนี้สร้าง "สภาวะชะงักงัน" (Chilling Effect) ให้กับผู้เดินทางทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มนักกฎหมาย นักข่าว หรือผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งอาจมีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอยู่ในอุปกรณ์

Photocopy of a cellphone with tape covering and protecting it

เจาะลึกรูปแบบการตรวจค้น: แบบพื้นฐาน vs แบบขั้นสูง

ในการดำเนินงานของ CBP มีการแบ่งระดับการตรวจค้นออกเป็น 2 รูปแบบหลัก เพื่อจัดการกับข้อมูลในอุปกรณ์ดิจิทัล ดังนี้:

  • การตรวจค้นแบบพื้นฐาน (Basic Search): เจ้าหน้าที่ใช้วิธีเลื่อนดูเนื้อหาในโทรศัพท์ด้วยตนเอง ซึ่งอาจพบข้อมูลบางส่วนแต่ไม่สามารถเจาะลึกถึงข้อความหรือรูปภาพที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างละเอียด
  • การตรวจค้นแบบขั้นสูง (Advanced Search): เป็นการใช้เครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เพื่อดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลออกมาวิเคราะห์

แม้ว่าจำนวนการตรวจค้นแบบขั้นสูงจะค่อนข้างคงที่ในช่วง 21 เดือนที่ผ่านมา แต่ CBP กำลังจัดซื้อเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพิ่มเติมจากบริษัท Cellebrite เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจหา "ภาษาลับ" หรือรูปแบบการสื่อสารที่น่าสงสัยในข้อความ ซึ่งอาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

Image 8

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • อำนาจทางกฎหมาย: พื้นที่ชายแดนสหรัฐฯ มักไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 (Fourth Amendment) ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล
  • สถิติระยะยาว: จำนวนการตรวจค้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 8,503 ครั้งในปี 2015 เป็น 46,362 ครั้งในปีงบประมาณ 2024
  • สัดส่วนผู้ถูกตรวจ: CBP ระบุว่ามีผู้เดินทางน้อยกว่า 0.01% เท่านั้นที่ถูกตรวจค้นอุปกรณ์
  • เงื่อนไขการตรวจ: ผู้เดินทางถูกขอให้ส่งมอบอุปกรณ์ในสภาพที่พร้อมตรวจสอบ ซึ่งหมายถึงการปลดล็อกเครื่องหรือการให้รหัสผ่าน
สรุปสถิติและข้อมูลการตรวจค้นอุปกรณ์ดิจิทัลโดย CBP
หัวข้อ รายละเอียด / จำนวน
จำนวนการตรวจค้น (เม.ย. - มิ.ย. 2025) 14,899 เครื่อง
จำนวนการตรวจค้นปีงบประมาณ 2024 46,362 เครื่อง
จำนวนการตรวจค้นปี 2015 8,503 เครื่อง
สัดส่วนผู้ถูกตรวจค้นต่อผู้เดินทางทั้งหมด น้อยกว่า 0.01%
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจขั้นสูง Cellebrite และเครื่องมือ Digital Forensics อื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

หากเป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ถือ Green Card สามารถปฏิเสธการตรวจค้นได้หรือไม่?

ในทางทฤษฎี พลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ถือกรีนการ์ดจะไม่ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศหากปฏิเสธการตรวจค้น แต่เจ้าหน้าที่อาจยึดอุปกรณ์ไว้ชั่วคราวและทำการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างเข้มงวด

ชาวต่างชาติที่ปฏิเสธการตรวจค้นจะได้รับผลอย่างไร?

ผู้ที่ถือวีซ่าชั่วคราวหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ปฏิเสธการตรวจค้นอุปกรณ์ อาจเผชิญกับการถูกกักตัวหรือถูกส่งตัวกลับประเทศ (Deportation) ได้ทันที

การตรวจค้นแบบขั้นสูง (Advanced Search) แตกต่างจากการตรวจปกติอย่างไร?

การตรวจปกติคือการที่เจ้าหน้าที่เลื่อนดูหน้าจอด้วยมือ แต่การตรวจขั้นสูงคือการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางดึงข้อมูลทั้งหมดออกจากเครื่องเพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงลึกในภายหลัง

ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล?

เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้พื้นที่บริเวณชายแดนเป็นเขตยกเว้นบางประการ ซึ่งทำให้การคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญ (Fourth Amendment) มีขอบเขตจำกัดกว่าพื้นที่ปกติ