CBP เตรียมใช้ระบบสแกนใบหน้าติดตามผู้เดินทางออกจากสหรัฐฯ ผ่านด่านทางบก
หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (Customs and Border Protection หรือ CBP) มีแผนที่จะยกระดับการตรวจสอบผู้เดินทางที่ออกจากประเทศผ่านทางรถยนต์ โดยการนำเทคโนโลยีถ่ายภาพใบหน้าของผู้โดยสารทุกคนที่ด่านตรวจชายแดน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในหนังสือเดินทาง วีซ่า หรือเอกสารการเดินทางอื่นๆ
ปัจจุบัน CBP มีระบบตรวจสอบใบหน้าสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีระบบที่ใช้ติดตามผู้ที่เดินทางออกทางบกไปยังแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งแผนการใหม่นี้คือการนำโมเดลการทำงานเดียวกันมาปรับใช้กับเลนขาออก เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตนด้วย Biometrics (ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น ลักษณะใบหน้า) ของผู้ที่เดินทางออกจากประเทศได้อย่างแม่นยำ
ความท้าทายทางเทคโนโลยีและผลการทดสอบ
การนำระบบนี้มาใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก CBP ประสบปัญหาในการถ่ายภาพผู้โดยสารทุกคนในรถให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่นั่งในแถวที่สองหรือสาม ซึ่งทางหน่วยงานได้มีการทดสอบระบบในพื้นที่ต่างๆ และพบผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- ด่าน Anzalduas (เท็กซัส-เม็กซิโก): จากการทดสอบ 152 วัน พบว่ากล้องสามารถจับภาพที่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบใบหน้าได้เพียง 61%
- ด่าน Mariposa (แอริโซนา-เม็กซิโก): ผลการทดสอบในปีที่ผ่านมามีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 80.7%
ด้วยเหตุนี้ CBP จึงได้เปิดรับข้อเสนอจากบริษัทเทคโนโลยีภายนอก เพื่อหาวิธีการที่สามารถถ่ายภาพและจับคู่ใบหน้าของผู้โดยสารทุกคนในรถได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
| สถานที่ทดสอบ | อัตราความสำเร็จในการจับภาพ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ด่าน Anzalduas | 61% | ทดสอบเป็นเวลา 152 วัน |
| ด่าน Mariposa | 80.7% | ทดสอบในปีที่ผ่านมา |
เป้าหมายแฝงและการติดตามการส่งกลับประเทศ
แม้โฆษกของ CBP จะระบุว่าเป้าหมายหลักคือการยืนยันการเดินทางออกจากสหรัฐฯ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าระบบนี้อาจถูกนำมาใช้ติดตามการ Self-deportation หรือการเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันอย่างหนักสำหรับผู้ที่พำนักในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้ทุ่มงบประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ จ้างบริษัท Palantir พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า ImmigrationOS เพื่อสร้างระบบติดตามการส่งกลับประเทศแบบเกือบเรียลไทม์ โดยระบบนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลรัฐบาล บันทึกการสืบสวน ข้อมูลลักษณะทางกายภาพ ไปจนถึงข้อมูลจากเครื่องอ่านป้ายทะเบียนรถ เพื่อสร้างประวัติการเดินทางโดยละเอียด
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- CBP วางแผนติดตั้งระบบสแกนใบหน้าในเลนขาออกสู่เม็กซิโกและแคนาดา
- ระบบจะจับคู่ภาพถ่ายสดกับเอกสารเดินทาง เช่น พาสปอร์ตและกรีนการ์ด
- มีการใช้ซอฟต์แวร์ ImmigrationOS จาก Palantir เพื่อติดตามการเดินทางกลับประเทศของผู้พำนักผิดกฎหมาย
- รัฐบาลสหรัฐฯ มีมาตรการกดดันให้เกิดการส่งกลับประเทศ เช่น การยกเลิกสถานะชั่วคราว และการเสนอเงิน 1,000 ดอลลาร์สำหรับค่าตั๋วเครื่องบิน
- กฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องมีโปรแกรมติดตามการเดินทางออกสำหรับชาวต่างชาติทางบก
คำถามที่พบบ่อย
ระบบนี้จะเริ่มใช้งานเมื่อไหร่?
ปัจจุบัน CBP ยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่นอนในการเริ่มใช้งานระบบสแกนใบหน้าสำหรับเลนขาออก แต่ยืนยันว่ามีแผนที่จะขยายการใช้งานในอนาคต
ใครบ้างที่จะถูกถ่ายภาพและเก็บข้อมูล?
ผู้เดินทางทุกคนที่ออกจากสหรัฐฯ ผ่านทางรถยนต์ที่ด่านชายแดน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ จะถูกถ่ายภาพและเก็บข้อมูลไว้เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในการเดินทางครั้งต่อไป
ImmigrationOS คืออะไรและทำงานอย่างไร?
คือเครื่องมือที่พัฒนาโดย Palantir ให้กับ ICE เพื่อติดตามการส่งกลับประเทศ โดยรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น บันทึกการสืบสวน ข้อมูลทางกายภาพ และข้อมูลตำแหน่งจากอุปกรณ์ติดตามหรือเครื่องอ่านป้ายทะเบียน
ทำไม CBP ต้องจ้างบริษัทเทคโนโลยีภายนอก?
เนื่องจากผลการทดสอบภายในพบว่าระบบเดิมไม่สามารถจับภาพผู้โดยสารที่นั่งแถวหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องหาโซลูชันที่สามารถสแกนใบหน้าทุกคนในรถได้ทันที
การสแกนใบหน้าขาเข้าและขาออกแตกต่างกันอย่างไร?
การสแกนขาเข้าจะเน้นที่การตรวจสอบ "วัตถุประสงค์และเจตนา" ในการเข้าเมือง ส่วนการสแกนขาออกมีเป้าหมายเพื่อ "ยืนยันการเดินทางออกจากประเทศ" ด้วยข้อมูลทางชีวภาพ



