Bluesky โซเชียลมีเดียทางเลือกใหม่ที่มาแรงในยุคหลัง Twitter

ในขณะที่โลกโซเชียลกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Bluesky เครือข่ายสังคมออนไลน์แบบกระจายศูนย์ (Decentralized Social Network) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Jack Dorsey อดีตผู้ก่อตั้ง Twitter ได้กลายเป็นจุดสนใจอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่เปิดให้ใช้งานทั่วไป แต่ความต้องการเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้พุ่งสูงจนเกิดการซื้อขายรหัสคำเชิญ (Invite Codes) ในราคาสูงถึงหลายร้อยดอลลาร์บน eBay

ความนิยมของ Bluesky สะท้อนผ่านตัวเลขการดาวน์โหลดบน iOS ที่มากกว่า 375,000 ครั้ง และการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแอปยอดนิยมบน Play Store ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์หลังเปิดตัว แม้จะมีจำนวนผู้ใช้งานจริงประมาณ 65,000 คน แต่ความต้องการเข้าใช้งานนั้นมีมากกว่าจำนวนคำเชิญที่มีอยู่อย่างเห็นได้ชัด

Bluesky คืออะไรและมีที่มาอย่างไร?

Bluesky เริ่มต้นในปี 2019 ในฐานะโปรเจกต์ภายในของ Twitter โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานโอเพนซอร์ส (Open Source) สำหรับโซเชียลมีเดียแบบกระจายศูนย์ ซึ่งหมายถึงระบบที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือบริษัทเดียวเป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหมด ต่อมาในปี 2021 ได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระ และตัดความสัมพันธ์กับ Twitter อย่างเป็นทางการในปี 2022 หลังจาก Elon Musk เข้าซื้อกิจการ

ปัจจุบัน Bluesky บริหารงานโดย CEO Jay Graber และทีมพัฒนา โดยมี Jack Dorsey ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัท แต่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจเหมือนสมัยบริหาร Twitter

ในด้านการใช้งาน Bluesky มีหน้าตาและประสบการณ์การใช้งานที่คล้ายคลึงกับ Twitter มาก โดยมีไทม์ไลน์แบบเรียงตามเวลา และฟีด "What's Hot" ที่รวบรวมโพสต์ยอดนิยม ซึ่งผู้ใช้เรียกโพสต์เหล่านี้ว่า "Skeets" อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันบางอย่างยังไม่ครบถ้วน เช่น ยังไม่มีระบบส่งข้อความส่วนตัว (Direct Messages) หรือการรองรับวิดีโอ

Article image

ความแตกต่างระหว่าง Bluesky และ Mastodon

แม้ทั้งคู่จะเป็นแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์และเป็นโอเพนซอร์สเหมือนกัน แต่มีจุดแตกต่างที่สำคัญในด้านเทคนิคและโครงสร้าง ดังนี้:

  • โปรโตคอลที่ใช้: Mastodon ใช้ Activity Pub ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพลตฟอร์มอย่าง Meta หรือ Medium นำไปใช้ แต่ Bluesky พัฒนาโปรโตคอลของตัวเองที่ชื่อว่า AT Protocol (Authenticated Transfer Protocol)
  • การย้ายบัญชี (Account Portability): จุดเด่นของ AT Protocol คือผู้ใช้สามารถย้ายบัญชีจากผู้ให้บริการหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งได้โดยไม่สูญเสียข้อมูลหรือเครือข่ายผู้ติดตาม (Social Graph) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Mastodon ยังทำไม่ได้ในปัจจุบัน
  • การจัดการเนื้อหา (Moderation): ในขณะที่ Mastodon ให้แอดมินแต่ละเซิร์ฟเวอร์กำหนดกฎเอง แต่ Bluesky นำเสนอระบบ "Composable Moderation" ที่ให้ผู้ใช้เลือกปรับระดับการกรองเนื้อหาได้เอง เช่น การซ่อนหรือแจ้งเตือนเกี่ยวกับคำพูดสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และสแปม
  • อัลกอริทึม: Bluesky วางแผนจะสร้าง "ตลาดอัลกอริทึม" เพื่อให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าต้องการให้ฟีดของตนถูกคัดกรองด้วยเกณฑ์แบบใด
Article image
ตารางเปรียบเทียบ Bluesky และ Mastodon
หัวข้อเปรียบเทียบ Bluesky Mastodon
โปรโตคอล AT Protocol Activity Pub
การย้ายบัญชี ทำได้โดยข้อมูลไม่สูญหาย ทำได้ยาก/ข้อมูลไม่ตามมา
การควบคุมเนื้อหา ผู้ใช้ปรับแต่งได้เอง (Composable) แอดมินเซิร์ฟเวอร์เป็นผู้กำหนด
การเข้าถึง ระบบคำเชิญ (Invite-only) เปิดสาธารณะ

ปัจจัยที่ทำให้ Bluesky กลายเป็นกระแส

ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความไม่พอใจในการบริหารงานของ Elon Musk ที่ Twitter ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากมองหาบ้านหลังใหม่ ประกอบกับการที่ Bluesky เริ่มเปิดให้ผู้ใช้จาก Waitlist เข้าใช้งานได้มากขึ้น ทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น Alexandria Ocasio Cortez และ James Gunn รวมถึงบัญชีดังอย่าง WeRateDogs ย้ายเข้ามาใช้งาน

นอกจากนี้ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และกลุ่มอาชีพที่เคยถูกจำกัดในแพลตฟอร์มอื่น พบว่า Bluesky เป็นพื้นที่ที่ต้อนรับและปลอดภัยกว่า เนื่องจากระบบคำเชิญช่วยคัดกรองบอทและเกรียนคีย์บอร์ด (Trolls) ออกไปได้ในระดับหนึ่ง

Image 1

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มาพร้อมกับปัญหาทางเทคนิค เช่น ปรากฏการณ์ "Hellthread" ซึ่งเป็นบั๊กที่ทำให้เธรดการสนทนายาวๆ แสดงผลผิดพลาดในฟีดหลัก แต่ผู้ใช้ยังคงได้รับแจ้งเตือน จนกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้เข้าไปโพสต์เนื้อหาแปลกๆ และภาพนู้ด จนทีมพัฒนาต้องสั่งบล็อกเนื้อหาลามกในฟีด "What's Hot" ในที่สุด

Article image

อนาคตของ Bluesky จะยั่งยืนหรือไม่?

คำถามสำคัญคือความตื่นเต้นนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะในอดีตมีแอปพลิเคชันหลายตัวที่ดังระเบิดในช่วงที่เป็นระบบคำเชิญ (เช่น Clubhouse) แต่กลับซบเซาลงเมื่อเปิดให้ใช้งานทั่วไป เช่นเดียวกับ Mastodon ที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วหลังการเปลี่ยนมือของ Twitter แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานเริ่มคงที่และลดลง

ข้อได้เปรียบของ Bluesky คือความง่ายในการใช้งานที่ใกล้เคียงกับ Twitter มากกว่า แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่า เมื่อความแปลกใหม่หมดไปและระบบเปิดกว้างขึ้น แพลตฟอร์มจะยังสามารถรักษาฐานผู้ใช้และสร้างคุณค่าที่แตกต่างได้หรือไม่ ท่ามกลางความต้องการโซเชียลมีเดียทางเลือกที่ยังคงมีอยู่สูง

Article image
Image 2

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ผู้สนับสนุนหลัก: Jack Dorsey อดีต CEO ของ Twitter
  • เทคโนโลยีหลัก: AT Protocol ที่เน้นการย้ายบัญชีผู้ใช้ได้อย่างอิสระ
  • สถานะปัจจุบัน: อยู่ในช่วง Closed Beta และเข้าใช้งานได้ผ่านรหัสคำเชิญเท่านั้น
  • จุดเด่น: อินเทอร์เฟซคล้าย Twitter, มีระบบการกรองเนื้อหาที่ผู้ใช้เลือกเองได้
  • ข้อจำกัด: ยังไม่มีระบบ Direct Message และการรองรับวิดีโอ

คำถามที่พบบ่อย

Bluesky แตกต่างจาก Twitter อย่างไร?

แม้หน้าตาจะคล้ายกัน แต่ Bluesky เป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ซึ่งหมายความว่าไม่ได้ถูกควบคุมโดยบริษัทเดียว และใช้ AT Protocol เพื่อให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูลและย้ายบัญชีไปมาระหว่างเซิร์ฟเวอร์ได้

จะสมัครใช้งาน Bluesky ได้อย่างไร?

ปัจจุบัน Bluesky ยังเป็นระบบปิด ผู้ใช้ต้องลงชื่อใน Waitlist เพื่อรอรับคำเชิญ หรือได้รับรหัสคำเชิญจากผู้ใช้งานปัจจุบันที่ได้รับสิทธิ์ในการแจกโค้ด

AT Protocol คืออะไร?

คือโปรโตคอลการสื่อสารที่ Bluesky พัฒนาขึ้น เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้โซเชียลมีเดียสามารถทำงานร่วมกันได้ และอนุญาตให้ผู้ใช้ย้ายข้อมูลส่วนตัวและเครือข่ายผู้ติดตามไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้โดยไม่สูญหาย

ทำไมต้องใช้ระบบคำเชิญ (Invite-only)?

Jay Graber CEO ของ Bluesky ระบุว่าระบบนี้ช่วยป้องกันสแปมและบอทไม่ให้เข้าถึงแพลตฟอร์มได้ง่ายเกินไป เพื่อให้ชุมชนเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ (Organic Growth)

Bluesky มีระบบจัดการเนื้อหาอย่างไร?

ใช้ระบบที่เรียกว่า Composable Moderation ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ระบบ "ซ่อน" "เตือน" หรือ "แสดง" เนื้อหาบางประเภท เช่น สแปมหรือคำพูดสร้างความเกลียดชัง ตามความต้องการของแต่ละบุคคล