Blink และ Ring สองแบรนด์กล้องวงจรปิดของ Amazon ทำไมถึงยังอยู่คู่กัน?
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับหลายคน เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ตัดสินใจครอบครองบริษัทด้านความปลอดภัยในบ้านถึงสองแห่งที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันอย่าง Blink และ Ring โดยเริ่มต้นจากการเข้าซื้อ Blink สตาร์ทอัพที่โดดเด่นเรื่องชิปประหยัดพลังงานในปี 2017 ตามมาด้วยการทุ่มเงินมหาศาลซื้อ Ring ผู้บุกเบิกกริ่งประตูวิดีโอในปี 2018 ซึ่งในตอนนั้นนักวิเคราะห์คาดว่าเทคโนโลยีของ Blink จะถูกนำไปรวมเข้ากับ Ring เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบเพียงหนึ่งเดียว
แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เมื่อเวลาผ่านไป Amazon กลับปล่อยให้ทั้งสองแบรนด์เติบโตแยกกัน และแข่งขันกันเองในตลาดด้วยสินค้าที่แทบจะซ้ำซ้อนกัน ทั้งกล้องภายในบ้าน กล้องภายนอก และกริ่งประตูวิดีโอ
กลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาด: เมื่อความแตกต่างคือโอกาสในการขาย
คำตอบของคำถามที่ว่า "ทำไมต้องมีทั้งสองแบรนด์?" คือกลยุทธ์ Market Segmentation หรือการแบ่งส่วนตลาด เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการและกำลังซื้อที่แตกต่างกัน โดย Amazon วางตำแหน่งให้ Ring เป็นกลุ่มสินค้าพรีเมียม (Premium) ที่มีฟีเจอร์ครบครัน ในขณะที่ Blink ถูกวางให้เป็นกลุ่มมาตรฐาน (Standard) ที่เน้นความคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เหมือนกับแบรนด์ผ้าอ้อมเด็กที่บริษัทเดียวอาจเป็นเจ้าของทั้งแบรนด์ราคาแพงสำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และแบรนด์ราคาประหยัดสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเลือกซื้อตามงบประมาณและการตลาด โดยไม่ได้สนใจว่าทั้งสองแบรนด์นั้นมีเจ้าของเดียวกัน

เจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Blink และ Ring
แม้จะดูเหมือนทำหน้าที่เดียวกัน แต่ทั้งสองแบรนด์มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้คนละกลุ่ม ดังนี้:
- Blink: เน้นความเรียบง่าย ราคาประหยัด และติดตั้งง่าย จุดเด่นที่สุดคือ Proprietary Chip (ชิปเฉพาะตัว) ที่ทำให้กล้องทำงานด้วยถ่าน AA เพียง 2 ก้อนได้นานถึง 1-2 ปี ซึ่งนานกว่ากล้องของ Ring หลายเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกการเก็บข้อมูลแบบ Local Storage (การบันทึกข้อมูลในอุปกรณ์) ฟรี
- Ring: เน้นประสิทธิภาพระดับสูง มีฟีเจอร์ล้ำสมัย เช่น ระบบตรวจจับบุคคล (Person Detection) และคุณภาพวิดีโอที่คมชัดกว่าด้วย HDR แต่ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงกว่า และการชาร์จแบตเตอรี่ที่บ่อยกว่า (ทุก 4-6 สัปดาห์สำหรับบางรุ่น)

| หัวข้อเปรียบเทียบ | Blink | Ring |
|---|---|---|
| ตำแหน่งทางการตลาด | เน้นความคุ้มค่า / ราคาประหยัด | เน้นความพรีเมียม / ฟีเจอร์ครบ |
| อายุการใช้งานแบตเตอรี่ | ยาวนานเป็นพิเศษ (สูงสุด 2 ปี) | ปานกลาง (ต้องชาร์จบ่อยกว่า) |
| คุณภาพวิดีโอ | ระดับพื้นฐาน | ระดับสูง (รองรับ HDR) |
| การติดตั้ง | ง่ายมาก รวดเร็ว | มีตัวเลือกหลากหลาย (รวมถึงแบบเดินสาย) |
| การเก็บข้อมูล | มี Local Storage ฟรี | เน้นระบบสมาชิกรายเดือน |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Amazon ซื้อ Blink ในราคา 90 ล้านดอลลาร์ และซื้อ Ring ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์
- Blink ใช้ชิปประหยัดพลังงานที่ทำให้ใช้งานถ่าน AA ได้นานถึง 2 ปี
- ทั้งสองแบรนด์ใช้แอปพลิเคชันแยกกันและไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
- กลยุทธ์ของ Amazon คือการให้ทั้งสองแบรนด์แข่งขันและผลักดันนวัตกรรมซึ่งกันและกัน
คำถามที่พบบ่อย
Blink และ Ring สามารถใช้งานร่วมกันในแอปเดียวได้หรือไม่?
ไม่ได้ ทั้งสองแบรนด์ใช้แอปพลิเคชันและระบบสมาชิกแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ผู้ใช้ต้องเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งหรือยอมใช้สองแอปหากติดตั้งทั้งสองยี่ห้อ
ทำไมแบตเตอรี่ของ Blink ถึงอยู่ได้นานกว่า Ring?
เพราะ Blink มีเทคโนโลยีชิปประหยัดพลังงานที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ทำให้การใช้พลังงานต่ำมากจนสามารถใช้ถ่าน AA เพียง 2 ก้อนได้นานถึง 1-2 ปี
หากเน้นความคุ้มค่าและติดตั้งง่าย ควรเลือกแบรนด์ไหน?
Blink เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ติดตั้งได้รวดเร็ว และไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่บ่อยครั้ง
หากต้องการความปลอดภัยระดับสูงและภาพคมชัด ควรเลือกแบรนด์ไหน?
Ring คือคำตอบ เพราะมีฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การตรวจจับบุคคล และคุณภาพของภาพวิดีโอที่เหนือกว่า
การมีสองแบรนด์ส่งผลดีต่อผู้บริโภคอย่างไร?
ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและนวัตกรรม ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นตามงบประมาณและความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน

