Apple เผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ยอดขาย iPhone และรายได้ลดลงเป็นครั้งแรก

หลังจากครองความยิ่งใหญ่และสร้างสถิติการเติบโตอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 13 ปี ในที่สุดยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2016 เผยให้เห็นว่ายอดขาย iPhone และรายได้รวมของบริษัทปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ในไตรมาสนี้ Apple สามารถจำหน่าย iPhone ได้ทั้งหมด 51.2 ล้านเครื่อง ซึ่งลดลงถึง 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 61 ล้านเครื่อง ส่งผลให้รายได้จาก iPhone ลดลงเหลือ 50.6 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 13% จากเดิมที่เคยทำได้ 58 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าทางบริษัทจะเคยส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มนี้ในการรายงานผลประกอบการครั้งก่อน แต่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงก็ยังคงสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดอย่างมาก

วิเคราะห์สาเหตุการชะลอตัวของ iPhone

Tim Cook ซีอีโอของ Apple ได้ให้คำอธิบายถึงสถานการณ์นี้ว่า แม้การอัปเกรดเป็น iPhone 6S จะมีอัตราที่สูงกว่าตอนเปิดตัว iPhone 5S แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์การเปลี่ยนเครื่องแบบก้าวกระโดด (Accelerated Upgrade Cycle) ได้เท่ากับช่วงที่เปิดตัว iPhone 6 ในปี 2014

อย่างไรก็ตาม Cook ยังมองเห็นสัญญาณบวกในด้านอื่นๆ โดยระบุว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่ย้ายค่ายมาจากสมาร์ทโฟนระบบอื่น เช่น Android และกลุ่มผู้ซื้อ iPhone เครื่องแรก มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เช่น ประเทศอินเดีย ที่ยอดขาย iPhone เติบโตขึ้นถึง 56% ในไตรมาสนี้

ภาพรวมผลิตภัณฑ์อื่นๆ และผลกำไรที่ลดลง

ไม่ใช่เพียงแค่ iPhone เท่านั้นที่มียอดขายลดลง แต่ผลิตภัณฑ์หลักอื่นๆ ของ Apple ก็ประสบปัญหาในทิศทางเดียวกัน ดังนี้:

  • iPad: มียอดขาย 10.3 ล้านเครื่อง ลดลง 19% จากปีก่อนที่ขายได้ 12.6 ล้านเครื่อง
  • Mac: มียอดขาย 4.03 ล้านเครื่อง ลดลง 12% จากปีก่อนที่ขายได้ 4.6 ล้านเครื่อง

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งลดลงเหลือ 10.5 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งนี้ต้องจับตาดูผลลัพธ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจาก iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว และ iPhone SE เพิ่งเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายไตรมาสนี้พอดี

สรุปผลประกอบการ Apple ไตรมาส 2 ปี 2016 เทียบกับปี 2015
รายการ ปี 2016 (Q2) ปี 2015 (Q2) การเปลี่ยนแปลง
ยอดขาย iPhone (เครื่อง) 51.2 ล้าน 61 ล้าน -16%
รายได้ iPhone (ดอลลาร์) 50.6 พันล้าน 58 พันล้าน -13%
ยอดขาย iPad (เครื่อง) 10.3 ล้าน 12.6 ล้าน -19%
ยอดขาย Mac (เครื่อง) 4.03 ล้าน 4.6 ล้าน -12%
กำไรสุทธิ (ดอลลาร์) 10.5 พันล้าน 13.5 พันล้าน (โดยประมาณ) -23%

การเติบโตของธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์เสริม

ท่ามกลางการลดลงของยอดขายฮาร์ดแวร์ ธุรกิจบริการ (Services) ซึ่งครอบคลุมถึง App Store, iTunes Store, Apple Pay และ iCloud กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยสร้างรายได้ถึง 6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ทำให้ปัจจุบันหน่วยธุรกิจบริการมีรายได้มากกว่าทั้ง Mac และ iPad เสียอีก

นอกจากนี้ รายได้จาก App Store ยังเพิ่มขึ้นถึง 35% และมีผู้สมัครใช้งาน Apple Music มากกว่า 13 ล้านราย ขณะที่กลุ่ม "ผลิตภัณฑ์อื่นๆ" เช่น Apple Watch, Apple TV และหูฟัง Beats ก็เติบโตขึ้น 29% โดยทำรายได้ไป 2.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่ง Tim Cook คาดการณ์ว่าวงจรการขายของ Apple Watch จะคล้ายกับ iPod ที่ยอดขายส่วนใหญ่ (ประมาณ 40%) จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นเทศกาลวันหยุด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ยอดขาย iPhone ลดลง 16% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แบบปีต่อปี
  • รายได้รวมของ iPhone ลดลง 13% เหลือ 50.6 พันล้านดอลลาร์
  • ธุรกิจบริการ (Services) เติบโตจนมีรายได้แซงหน้า Mac และ iPad
  • ตลาดอินเดียเป็นจุดเติบโตสำคัญ โดยยอดขาย iPhone เพิ่มขึ้น 56%
  • กำไรสุทธิรวมของบริษัทลดลง 23% ในไตรมาสนี้

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมยอดขาย iPhone ถึงลดลงในไตรมาสนี้?

สาเหตุหลักเกิดจากรอบการอัปเกรดเครื่องของผู้ใช้งานไม่รวดเร็วเท่ากับช่วงการเปิดตัว iPhone 6 ในปี 2014 แม้ว่าการเปลี่ยนเป็น iPhone 6S จะยังคงมีจำนวนมากแต่ไม่ถึงขั้นสร้างสถิติใหม่

ธุรกิจส่วนใดของ Apple ที่ยังคงเติบโตได้ดี?

ธุรกิจบริการ (Services) เช่น App Store และ Apple Music รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอย่าง Apple Watch และ Apple TV ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ในตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไร?

Apple ยังคงขยายตัวได้ดีในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในอินเดียที่มียอดขาย iPhone เติบโตขึ้นถึง 56% รวมถึงมีผู้ใช้งานย้ายค่ายจาก Android มาใช้ iOS เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ผลกระทบต่อกำไรโดยรวมของ Apple เป็นอย่างไร?

การลดลงของยอดขายทั้ง iPhone, iPad และ Mac ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ลดลง 23% เหลือ 10.5 พันล้านดอลลาร์