Amazon Aggregator วิกฤตโมเดลธุรกิจที่กำลังเผชิญทางตัน
ในโลกของสตาร์ทอัพ การระดมทุนหรือการเข้าซื้อกิจการมักเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมนั้นๆ แต่ในบางครั้ง การขาดหายไปของดีล กลับเป็นสัญญาณที่บอกเล่าเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ Amazon Aggregator หรือบริษัทที่เน้นการกว้านซื้อแบรนด์สินค้าที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์ม Amazon เพื่อนำมาบริหารจัดการและสร้างการเติบโตแบบรวมศูนย์
กรณีล่าสุดที่น่าสนใจคือ Victory Park Capital ซึ่งกำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการหาผู้ซื้อหุ้นใน Perch สตาร์ทอัพที่ระดมทุนทั้งในรูปแบบหนี้และส่วนทุนไปแล้วกว่า 900 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์สินค้าบน Amazon
สัญญาณอันตรายจากยักษ์ใหญ่ในวงการ
ปัญหาที่ Perch กำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับผู้เล่นรายอื่นในเซกเตอร์เดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Benitago Group ที่เพิ่งยื่นขอคุ้มครองการล้มละลาย โดยบริษัทนี้ใช้กลยุทธ์เดียวกับ Perch คือการซื้อแบรนด์ที่ทำกำไรได้อยู่แล้วมาปั้นให้โตขึ้น และแม้จะระดมทุนจาก Venture Capital (VC) ได้ถึง 380 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ไม่สามารถพยุงธุรกิจไว้ได้จนต้องเลิกจ้างพนักงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
แม้แต่ Thrasio ซึ่งเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นและได้รับเงินทุนสูงที่สุดในกลุ่ม ก็หนีไม่พ้นมรสุมนี้ จากที่เคยมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2021 ปัจจุบัน Thrasio ต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างองค์กร เปลี่ยนตัว CEO และลดจำนวนพนักงาน ข้อมูลจาก Caplight ระบุว่าผู้ถือหุ้นบางรายพยายามขายหุ้นในราคาที่ประเมินมูลค่าบริษัทไว้เพียง 1 พันล้านดอลลาร์ หรือในบางกรณีอาจลดต่ำลงไปถึง 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงอย่างรุนแรง
ทำไมโมเดล Aggregator ถึงไปต่อได้ยาก?
ปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เปราะบางคือ โครงสร้างทางการเงิน ในขณะที่นักลงทุนยุคปัจจุบันมองหาบริษัทแบบ Asset-light (บริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรน้อย) และมีอัตราการเผาเงิน (Cash Burn) ต่ำ แต่เหล่า Aggregator กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม
- การเติบโตที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล: การขยายธุรกิจทำได้ผ่านการเข้าซื้อกิจการ (Acquisition) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
- กับดักหนี้สิน: ต่างจากกลุ่ม Deep Tech หรือ Biotech ที่เน้นระดมทุนผ่านส่วนทุน (Equity) ซึ่งนักลงทุนเข้าใจว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน แต่ Aggregator กลับพึ่งพา การกู้ยืมเงิน (Debt) เป็นหลัก
- ความกดดันจากเจ้าหนี้: ผู้ให้กู้ไม่ได้มองวิสัยทัศน์ระยะไกลเหมือน VC แต่ให้ความสำคัญกับกำหนดการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงกำไรสุทธิที่จับต้องได้
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการพึ่งพาแพลตฟอร์ม Amazon เพียงแห่งเดียว หาก Amazon เปลี่ยนกฎเกณฑ์สำหรับผู้ขายอิสระเมื่อใด แผนการเติบโตและประมาณการรายได้ของบริษัทเหล่านี้อาจพังทลายลงทันที
| ชื่อบริษัท | เงินทุนที่ระดมได้ | สถานะปัจจุบัน / เหตุการณ์สำคัญ | มูลค่าประเมิน (Peak vs Current) |
|---|---|---|---|
| Thrasio | 3.4 พันล้านดอลลาร์ | เปลี่ยน CEO, เลิกจ้างพนักงาน | 1 หมื่นล้าน $\rightarrow$ 300 ล้าน - 1 พันล้านดอลลาร์ |
| Perch | กว่า 900 ล้านดอลลาร์ | ผู้ลงทุนเดิมพยายามขายหุ้นแต่หาผู้ซื้อไม่ได้ | ไม่ระบุชัดเจน |
| Benitago Group | 380 ล้านดอลลาร์ | ยื่นขอคุ้มครองการล้มละลาย | ล้มละลาย |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเสี่ยงด้านเงินทุน: การพึ่งพาเงินกู้มากกว่าส่วนทุนทำให้บริษัทขาดความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว
- การพึ่งพาแพลตฟอร์ม: โมเดลธุรกิจมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายของ Amazon เพียงผู้เดียว
- มูลค่าที่เกินจริง: หลายบริษัทประสบปัญหาจากการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่สูงเกินไปในช่วงตลาดขาขึ้น
- สัญญาณตลาด: การที่ผู้ลงทุนไม่สามารถขายหุ้นใน Perch ได้ สะท้อนถึงการขาดความเชื่อมั่นในกลุ่มธุรกิจ Aggregator

คำถามที่พบบ่อย
Amazon Aggregator คืออะไร?
คือบริษัทที่ใช้วิธีการกว้านซื้อแบรนด์สินค้าขนาดเล็กที่ขายดีบน Amazon จากนั้นนำมาบริหารจัดการรวมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างกำไรให้มากขึ้น
ทำไมบริษัทเหล่านี้ถึงประสบปัญหาทางการเงิน?
เนื่องจากใช้การกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อซื้อแบรนด์ต่างๆ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไปและดอกเบี้ยสูงขึ้น การชำระคืนหนี้จึงกลายเป็นภาระหนัก ในขณะที่รายได้อาจไม่เติบโตตามเป้า
ความแตกต่างระหว่างการระดมทุนแบบ Equity และ Debt ในกรณีนี้คืออะไร?
Equity (ส่วนทุน) คือการนำเงินจากนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงและรอคอยการเติบโตได้ ส่วน Debt (หนี้) คือเงินกู้ที่มีกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งเจ้าหนี้จะกดดันเรื่องผลกำไรและการคืนเงินมากกว่านักลงทุน VC
ทำไมการพึ่งพา Amazon ถึงเป็นความเสี่ยง?
เพราะ Amazon เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มและสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ค่าธรรมเนียม หรืออัลกอริทึมการมองเห็นสินค้าได้ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของแบรนด์ที่ Aggregator ถือครองอยู่



