AirTag วิธีตรวจเช็กและป้องกันการแอบติดตามตำแหน่งที่คุณควรรู้

เมื่อ Apple เปิดตัว AirTag ในปี 2021 อุปกรณ์ติดตามตัวขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยี Ultrawideband (เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้นที่มีความแม่นยำสูง) และ Bluetooth ได้รับการยกย่องว่าเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การค้นหาของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กุญแจหรือรีโมททีวี กลายเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้กลับกลายเป็นช่องโหว่ที่ผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในการสะกดรอยตามหรือ Stalking ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอย่างมาก

มีรายงานเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวหลายครั้งที่ผู้หญิงถูกแอบนำ AirTag ไปใส่ไว้ในกระเป๋าหรือติดไว้ใต้ท้องรถเพื่อติดตามตำแหน่ง จนนำไปสู่การออกคำเตือนจากหน่วยงานตำรวจในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า AirPods รุ่นใหม่จะมีฟังก์ชันการติดตามที่คล้ายคลึงกัน แต่ด้วยราคาสูงกว่าจึงไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสะกดรอยเท่ากับ AirTag

แม้ Apple จะพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการอัปเดตเฟิร์มแวร์ในช่วงปลายปี 2022 เพื่อลดการนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่ด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่กว้างขวางของ Apple ทำให้ AirTag ถูกนำไปใช้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การที่หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ (DEA) ใช้ติดตามการขนส่งยาเสพติดข้ามชาติ ไปจนถึงกรณีที่เจ้าของรถในเท็กซัสใช้ตามหารถที่ถูกขโมยจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

วิธีสังเกตว่าคุณกำลังถูก AirTag แอบติดตาม

ความสามารถในการตรวจพบ AirTag ที่แอบซ่อนอยู่จะขึ้นอยู่กับประเภทของสมาร์ทโฟนที่คุณใช้งาน ดังนี้:

สำหรับผู้ใช้ iPhone (iOS 14.5 ขึ้นไป)

ระบบจะส่งการแจ้งเตือนแบบ Push Alert เมื่อมี AirTag ที่ไม่ใช่ของคุณเคลื่อนที่ตามคุณเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยคุณสามารถตรวจสอบการตั้งค่าเพื่อให้มั่นใจว่าระบบแจ้งเตือนทำงานอยู่ได้ดังนี้:

  • ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security) > เปิด บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location Services)
  • เลื่อนลงมาที่ บริการระบบ (System Services) และเปิดใช้งาน ค้นหา iPhone ของฉัน (Find My iPhone)
  • เข้าแอป Find My > เลือกเมนู ฉัน (Me) > ปรับแต่งการแจ้งเตือนการติดตาม (Customize Tracking Notifications) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
  • ตรวจสอบว่าไม่ได้เปิด โหมดเครื่องบิน (Airplane mode) ไว้ เพราะจะทำให้ไม่ได้รับการแจ้งเตือน

เมื่อได้รับการแจ้งเตือน คุณสามารถสั่งให้ AirTag ส่งเสียงเพื่อระบุตำแหน่ง หรือใช้ข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำ (Precision Finding) ใน iPhone รุ่นใหม่เพื่อค้นหาจุดที่อุปกรณ์ซ่อนอยู่

Apple AirTag screenshots to show how to customize tracking notifications

สำหรับผู้ใช้ Android

Apple ได้ออกแอป Tracker Detect เพื่อให้ผู้ใช้ Android สามารถสแกนหา AirTag ได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ Google และ Apple ยังร่วมมือกันพัฒนาให้สมาร์ทโฟนทั้งสองระบบสามารถตรวจจับอุปกรณ์ติดตามที่ไม่พึงประสงค์ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบัน Google ได้เริ่มส่งการแจ้งเตือนอัตโนมัติสำหรับอุปกรณ์ติดตาม Bluetooth ที่ไม่รู้จักแล้ว

Google screenshot for automatic smartphone alerts for unknown Bluetooth trackers

การตรวจหาด้วยวิธีทางกายภาพ (สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน)

หากคุณไม่มีสมาร์ทโฟน คุณต้องสังเกตจากลักษณะภายนอกและเสียง โดย AirTag มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมสีขาว ขนาดใหญ่กว่าเหรียญควอเตอร์เล็กน้อย ตัวอย่างเช่น กรณีที่มีผู้พบ AirTag ถูกติดไว้ใต้ป้ายทะเบียนรถซึ่งกลายเป็นไวรัลใน TikTok

ในด้านของเสียง เดิมที AirTag จะส่งเสียงเตือนหากอยู่ห่างจากเจ้าของเกิน 3 วัน แต่ปัจจุบัน Apple ได้ลดระยะเวลาลงเหลือ 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพึ่งพาเสียงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีวิธีการดัดแปลงเพื่อปิดลำโพงของอุปกรณ์ให้เงียบสนิท

Image 14

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การแจ้งเตือน: iPhone และ Android รุ่นใหม่สามารถแจ้งเตือนเมื่อพบ AirTag แปลกปลอมเคลื่อนที่ตามผู้ใช้
  • การตรวจจับ: การใช้แอป Bluetooth Scanner ทั่วไปอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหา AirTag เสมอไป
  • ลักษณะอุปกรณ์: เป็นแผ่นวงกลมสีขาวขนาดเล็ก สามารถส่งเสียงเตือนได้หากห่างจากเจ้าของเกิน 24 ชั่วโมง
  • การระบุตัวตน: สามารถใช้ NFC สแกนที่ตัว AirTag เพื่อดูหมายเลขซีเรียลและเบอร์โทรศัพท์บางส่วนของเจ้าของได้
สรุปวิธีการตรวจพบและจัดการ AirTag ที่ไม่พึงประสงค์
วิธีการ ผู้ใช้ iPhone ผู้ใช้ Android ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน
การแจ้งเตือน อัตโนมัติ (iOS 14.5+) อัตโนมัติ (รุ่นที่รองรับ) ไม่มี
การสแกนหา แอป Find My แอป Tracker Detect ตรวจเช็กด้วยสายตา
การระบุตำแหน่ง ใช้เสียง / Precision Finding ใช้เสียง ฟังเสียงเตือน

หากพบ AirTag ที่แอบติดตามควรทำอย่างไร?

วิธีที่เร็วที่สุดในการหยุดการทำงานของ AirTag คือ การถอดแบตเตอรี่ออก โดยให้หงายด้านโลโก้ Apple ขึ้น กดลงไปแล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกาเพื่อเปิดฝาครอบและนำแบตเตอรี่ออก

หากคุณรู้สึกว่าความปลอดภัยของตนเองตกอยู่ในอันตราย Apple แนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยคุณควรเตรียมข้อมูลดังนี้:

  • ตัวอุปกรณ์ AirTag ที่พบ
  • หมายเลขซีเรียล (Serial Number) ซึ่งหาได้จากการใช้สมาร์ทโฟนที่มี NFC สแกนที่ด้านสีขาวของอุปกรณ์ หรือดูที่ตัวเครื่องใต้แบตเตอรี่

ผลกระทบและการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าข่าวส่วนใหญ่จะระบุว่าผู้หญิงเป็นเหยื่อหลักของการถูกสะกดรอยตาม แต่ Eva Galperin จาก Electronic Frontier Foundation ชี้ให้เห็นว่า การถูกติดตามด้วยเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเท่านั้น โดยพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ประสบปัญหาเป็นผู้ชาย ซึ่งมักไม่กล้าแจ้งความเนื่องจากค่านิยมทางสังคม

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการล่วงละเมิดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือ Non-binary ดังนั้นการตระหนักรู้และการป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าฉันไม่มี iPhone ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าถูก AirTag ติดตาม?

ผู้ใช้ Android สามารถใช้แอป Tracker Detect ของ Apple หรือรอการแจ้งเตือนอัตโนมัติจากระบบของ Google นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของอุปกรณ์หรือฟังเสียงเตือนที่เครื่องจะส่งออกมาเมื่อห่างจากเจ้าของ

การใช้แอป Bluetooth Scanner ทั่วไปช่วยหา AirTag ได้จริงหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าวิธีนี้ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ เพราะแอปสแกน Bluetooth ทั่วไปไม่สามารถตรวจพบ AirTag ได้ตลอดเวลา

จะหาหมายเลขซีเรียลของ AirTag ที่พบได้อย่างไร?

คุณสามารถใช้ iPhone หรือสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC แตะที่ด้านสีขาวของ AirTag เพื่อให้หน้าเว็บแสดงหมายเลขซีเรียลปรากฏขึ้น หรือถอดแบตเตอรี่ออกเพื่ออ่านหมายเลขที่พิมพ์ไว้บนตัวเครื่อง

วิธีปิดการทำงานของ AirTag ที่ง่ายที่สุดคืออะไร?

การถอดแบตเตอรี่ออกเป็นวิธีที่เด็ดขาดที่สุด โดยการกดและหมุนฝาครอบโลโก้ Apple ทวนเข็มนาฬิกาเพื่อนำแบตเตอรี่ออก

AirTag จะส่งเสียงเตือนเมื่อไหร่?

ปัจจุบัน AirTag จะส่งเสียงเตือนหากอุปกรณ์อยู่ห่างจากเจ้าของเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น