AirPlay พบช่องโหว่ความปลอดภัย AirBorne เสี่ยงถูกแฮกผ่าน Wi-Fi ในอุปกรณ์นับล้านเครื่อง

ฟีเจอร์ AirPlay ของ Apple ที่ช่วยให้เราส่งเพลง รูปภาพ หรือวิดีโอจาก iPhone และ MacBook ไปยังอุปกรณ์อื่นได้อย่างสะดวกสบาย กำลังกลายเป็นช่องทางที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตีได้ เมื่อมีการค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ชื่อว่า AirBorne ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าควบคุมอุปกรณ์ในเครือข่ายเดียวกันและแพร่กระจายมัลแวร์ได้อย่างง่ายดาย

ทีมวิจัยจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Oligo ได้เปิดเผยว่า ปัญหาหลักเกิดจากช่องโหว่ใน SDK (Software Development Kit) หรือชุดเครื่องมือสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ของ AirPlay ที่ Apple ให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รายอื่นนำไปใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Third-party เช่น ลำโพงอัจฉริยะ, เครื่องรับสัญญาณ (Receivers), กล่อง Set-top box และสมาร์ททีวีจำนวนมหาศาล

กลไกการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น

การโจมตีผ่าน AirBorne จะเกิดขึ้นได้เมื่อแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันกับอุปกรณ์เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเข้าเครือข่ายในบ้าน องค์กร หรือแม้แต่การใช้ Wi-Fi สาธารณะตามร้านกาแฟและสนามบิน เมื่อเข้าสู่เครือข่ายได้แล้ว แฮกเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ที่เปราะบางเพื่อใช้เป็นจุดพักในการโจมตีเป้าหมายอื่นในเครือข่าย หรือเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้กลายเป็น Botnet (เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกควบคุมระยะไกลเพื่อใช้โจมตีระบบอื่น)

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ อุปกรณ์หลายชนิดมีไมโครโฟนติดตั้งอยู่ ซึ่งอาจถูกเปลี่ยนให้เป็นเครื่องมือดักฟังเพื่อการจารกรรมข้อมูลได้ แม้ว่าทางทีมวิจัยจะยังไม่ได้สร้างมัลแวร์ต้นแบบเพื่อสาธิตการดักฟัง แต่ความเป็นไปได้นี้ถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง

Image 10

ผลกระทบต่ออุปกรณ์ของ Apple และ CarPlay

สำหรับอุปกรณ์ที่ผลิตโดย Apple เอง ทางบริษัทระบุว่าได้ออกแพตช์ (Patch) หรือซอฟต์แวร์แก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้ไปแล้วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยการโจมตีจะทำได้เฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้มีการเปลี่ยนการตั้งค่าเริ่มต้นของ AirPlay เท่านั้น

นอกจากนี้ ช่องโหว่ AirBorne ยังส่งผลถึง CarPlay ซึ่งเป็นโปรโตคอลเชื่อมต่อกับหน้าจอในรถยนต์ โดยอาจทำให้แฮกเกอร์เข้าควบคุม Head Unit (เครื่องเสียงและระบบควบคุมกลางของรถ) ในรถยนต์กว่า 800 รุ่น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในส่วนนี้ต่ำกว่า เนื่องจากแฮกเกอร์ต้องทำการจับคู่ (Pairing) อุปกรณ์ผ่าน Bluetooth หรือ USB กับตัวรถก่อนจึงจะโจมตีได้

Image 11

ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

แม้ Apple จะเตรียมแพตช์แก้ไขไว้ให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ Third-party แล้ว แต่ปัญหาใหญ่คืออุปกรณ์ Smart Home จำนวนมากมักไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ Gal Elbaz ผู้ร่วมก่อตั้ง Oligo ประเมินว่ามีอุปกรณ์นับสิบล้านเครื่องที่อาจตกอยู่ในความเสี่ยง และบางส่วนอาจไม่ได้รับการแก้ไขไปตลอดกาล

Patrick Wardle จากบริษัท DoubleYou ให้ความเห็นว่า เมื่อผู้ผลิตรายอื่นนำ SDK ของ Apple ไปใช้ Apple จะไม่สามารถควบคุมการอัปเดตฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ได้โดยตรง ซึ่งหากผู้ผลิตละเลยการอัปเดต ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี แต่ยังส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของ Apple โดยรวมอีกด้วย

สรุปรายละเอียดช่องโหว่ AirBorne
หัวข้อ รายละเอียด
ชื่อช่องโหว่ AirBorne
สาเหตุหลัก ข้อผิดพลาดใน AirPlay SDK สำหรับอุปกรณ์ Third-party
เงื่อนไขการโจมตี ต้องอยู่ในเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันกับเป้าหมาย
อุปกรณ์ที่เสี่ยง สมาร์ททีวี, ลำโพง, กล่อง Set-top box และ Head Unit ในรถยนต์
ความเสี่ยงสูงสุด การควบคุมอุปกรณ์ระยะไกล, การดักฟัง, และการใช้เป็นทางผ่านโจมตีเครือข่าย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • AirBorne คือกลุ่มช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อโปรโตคอลการสื่อสารไร้สาย AirPlay
  • อุปกรณ์ Third-party นับสิบล้านเครื่องมีความเสี่ยงเนื่องจากใช้ SDK ที่มีช่องโหว่
  • การโจมตีต้องอาศัยการเชื่อมต่อ Wi-Fi เดียวกัน จึงจะสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้
  • อุปกรณ์ Apple ส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้วผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์
  • CarPlay มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่ต้องมีการเชื่อมต่อทางกายภาพหรือ Bluetooth ก่อน

คำถามที่พบบ่อย

อุปกรณ์ของฉันเสี่ยงต่อการถูกแฮกผ่าน AirBorne หรือไม่?

หากคุณใช้ลำโพง สมาร์ททีวี หรืออุปกรณ์ Third-party ที่รองรับ AirPlay และไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์เป็นเวลานาน มีโอกาสสูงที่จะมีความเสี่ยง ส่วนอุปกรณ์ Apple รุ่นใหม่ที่อัปเดตซอฟต์แวร์ล่าสุดแล้วจะมีความปลอดภัยมากขึ้น

แฮกเกอร์สามารถโจมตีจากระยะไกลผ่านอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่?

ไม่ได้ การโจมตีนี้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่อยู่ในเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันกับอุปกรณ์เป้าหมายเท่านั้น ไม่สามารถโจมตีข้ามเครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้โดยตรง

ฉันควรป้องกันตัวเองอย่างไรจากช่องโหว่นี้?

วิธีที่ดีที่สุดคือการหมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์ Smart Home ทุกชิ้นในบ้านให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด และหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่ออุปกรณ์สำคัญกับ Wi-Fi สาธารณะที่ไม่น่าเชื่อถือ

การโจมตีนี้ส่งผลต่อข้อมูลส่วนตัวในเครื่องมากน้อยเพียงใด?

Apple ระบุว่าข้อมูลผู้ใช้ที่จัดเก็บในอุปกรณ์อย่างลำโพงหรือทีวีนั้นมีจำกัดมาก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการใช้เครื่องเหล่านี้เป็นทางผ่านเพื่อเจาะเข้าสู่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นในเครือข่ายเดียวกัน