โฆษณาหลอกลวงบนโซเชียลมีเดีย: วิกฤต Deepfake และการเรียกร้องความโปร่งใสจากอดีตผู้บริหาร Meta
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวล้ำ Deepfake (เทคโนโลยีการสร้างสื่อสังเคราะห์ที่ปลอมแปลงใบหน้าและเสียงให้ดูเหมือนจริง) ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เหล่ามิจฉาชีพนำมาใช้สร้างโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลและท้าทายระบบรักษาความปลอดภัยของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลก
Rob Leathern อดีตหัวหน้าหน่วยงานด้านความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ (Business Integrity Unit) ของ Meta ผู้เคยดูแลระบบป้องกันการฉ้อโกงและโครงการ Meta Ad Library ซึ่งเป็นคลังเก็บข้อมูลโฆษณาดิจิทัลที่ค้นหาได้ฟรีรายแรกของอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความกังวลหลังจากลาออกจากบริษัทในปี 2020 โดยเขามองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อสู้กับโฆษณาหลอกลวงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้นหยุดนิ่ง ในขณะที่อาชญากรกลับพัฒนาวิธีการที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ
: Scam Ads Are Flooding Social Media. These Former Meta Staffers Have a Planการก่อตั้ง CollectiveMetrics.org เพื่อทวงคืนความโปร่งใส
เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดข้อมูลที่ชัดเจน Leathern ได้ร่วมมือกับ Rob Goldman อดีตรองประธานฝ่ายโฆษณาของ Meta ก่อตั้ง CollectiveMetrics.org องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายในการสร้างความโปร่งใสให้กับการโฆษณาดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อวัดผลความแพร่หลายของโฆษณาหลอกลวง และเปิดเผยการทำงานของระบบโฆษณาที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยี
ความจำเป็นขององค์กรนี้เห็นได้ชัดจากรายงานของ Global Anti-Scam Alliance ซึ่งระบุว่าในปีที่ผ่านมา เหยื่อทั่วโลกสูญเสียเงินจากการถูกหลอกลวงรวมกันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และผลสำรวจในปี 2025 พบว่าประชากรถึง 23% เคยสูญเสียทรัพย์สินให้กับการฉ้อโกงออนไลน์
มุมมองของผู้บริโภคต่อแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 1,000 คน พบว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อการจัดการโฆษณาหลอกลวงและ Deepfake ของแพลตฟอร์มต่างๆ ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ (55 ปีขึ้นไป) ที่มีความเห็นเชิงลบมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มิจฉาชีพมักพุ่งเป้าโจมตี
| แพลตฟอร์ม | มุมมองโดยรวม (%) | กลุ่มผู้สูงอายุ 55+ (%) |
|---|---|---|
| TikTok | 47% | 61% |
| 38% | 47% | |
| 33% | 43% |
การตอบโต้จาก Meta และ TikTok
ทางด้าน TikTok ยืนยันว่ามีแนวทางปฏิบัติของชุมชนที่ห้ามการหลอกลวงอย่างชัดเจน โดยใช้ทั้งระบบอัตโนมัติและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อบังคับใช้กฎอย่างเคร่งครัด ขณะที่ Meta ระบุว่าได้ยกระดับการต่อสู้กับมิจฉาชีพด้วยการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เพื่อตรวจจับโฆษณาที่แอบอ้างเป็นคนดัง และอ้างว่าสามารถลบโฆษณาหลอกลวงได้มากกว่า 134 ล้านชิ้นในปีนี้ พร้อมระบุว่ารายงานการแจ้งเหตุลดลงกว่า 50% ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2024
อย่างไรก็ตาม Meta ยังคงเผชิญกับคดีความ เช่น กรณีของ Andrew Forrest มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียที่ฟ้องร้องว่าระบบโฆษณาอัตโนมัติของบริษัทช่วยให้มิจฉาชีพนำรูปภาพของเขาไปใช้หลอกลวงลงทุน ซึ่ง Meta ยอมรับในศาลว่ามีโฆษณาหลอกลวงที่ใช้รูปของ Forrest ปรากฏบนแพลตฟอร์มประมาณ 230,000 ชิ้นตั้งแต่ปี 2019
ข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
Leathern เสนอแนวทางที่เข้มงวดขึ้นเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีมีความรับผิดชอบมากขึ้น ดังนี้:
- การแจ้งเตือนย้อนหลัง: แพลตฟอร์มควรแจ้งผู้ใช้ทันทีหากโฆษณาที่พวกเขาเคยคลิกถูกลบออกเนื่องจากเป็นโฆษณาหลอกลวง เพื่อให้ผู้ใช้ระวังตัวก่อนจะสูญเสียเงิน
- การคืนรายได้: บริษัทไม่ควรเก็บรายได้จากโฆษณาที่หลอกลวงผู้ใช้ แต่ควรนำเงินเหล่านั้นไปบริจาคให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อสร้างความรู้ในการป้องกันภัยไซเบอร์
- การเปิดข้อมูลให้บุคคลที่สาม: สนับสนุนให้มีการตรวจสอบจากนักวิชาการหรือหน่วยงานอิสระ เพื่อวัดประสิทธิภาพในการกำจัดโฆษณาปลอมอย่างแท้จริง แทนการเชื่อข้อมูลจากบริษัทเพียงฝ่ายเดียว
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเสียหายระดับโลก: เหยื่อการฉ้อโกงออนไลน์สูญเสียเงินรวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
- ปัญหาการรายงาน: ผู้เสียหายกว่า 1 ใน 3 ระบุว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ จากแพลตฟอร์มหลังจากแจ้งเหตุ
- รายได้จากโฆษณาปลอม: รายงานจาก Tech Transparency Project ระบุว่า Meta มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 49 ล้านดอลลาร์จากโฆษณาหลอกลวงที่ใช้ Deepfake ของบุคคลสาธารณะ
- ความต้องการกฎหมาย: ผู้ใช้กลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไปถึง 65% เห็นว่ารัฐบาลควรออกกฎหมายควบคุมโฆษณา Deepfake อย่างจริงจัง
คำถามที่พบบ่อย
Deepfake คืออะไรและเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงอย่างไร?
Deepfake คือเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้างภาพหรือวิดีโอปลอมที่ดูเหมือนจริงมาก มิจฉาชีพนำมาใช้สร้างวิดีโอปลอมของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือนักธุรกิจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการลงทุนปลอมหรือการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ
ทำไมการตรวจสอบโฆษณาหลอกลวงโดยบุคคลภายนอกจึงทำได้ยาก?
เนื่องจากแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ YouTube ไม่เปิดเผยข้อมูลโฆษณาอย่างละเอียดให้แก่นักวิจัยอิสระ ทำให้ไม่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นกลางว่าแต่ละแพลตฟอร์มจัดการกับปัญหาได้ดีเพียงใด
ผู้บริโภคกลุ่มใดมีความเสี่ยงต่อโฆษณาหลอกลวงมากที่สุด?
จากข้อมูลการสำรวจ พบว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป มักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพและมีความเห็นเชิงลบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากที่สุด
ข้อเสนอเรื่องการจัดการรายได้จากโฆษณาหลอกลวงคืออะไร?
Rob Leathern เสนอว่าบริษัทเทคโนโลยีไม่ควรได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากโฆษณาที่หลอกลวงผู้ใช้ แต่ควรนำเงินค่าโฆษณาเหล่านั้นไปใช้สนับสนุนโครงการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการถูกโกงแทน



