แฮกเกอร์อิหร่าน APT42 บุกโจมตีแคมเปญเลือกตั้งสหรัฐฯ ทั้งสองพรรค

เหตุการณ์ความไม่สงบทางไซเบอร์ครั้งล่าสุดเผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าหมายของการจารกรรมข้อมูลระดับโลก โดยกลุ่มแฮกเกอร์จากประเทศอิหร่านไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้สมัครเพียงคนเดียว แต่กลับพยายามเจาะระบบข้อมูลของทั้งฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกันอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Google Threat Analysis Group ยืนยันว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่ชื่อว่า APT42 ซึ่งทำงานภายใต้การสนับสนุนของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์อย่างดุเดือด โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญของทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ โจ ไบเดน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เป้าหมายที่ครอบคลุมทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์

John Hultquist ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองภัยคุกคามจาก Mandiant (บริษัทในเครือ Google) ระบุว่าการโจมตีแบบ "ไม่เลือกฝ่าย" นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจาก APT42 เคยมีประวัติโจมตีทั้งสองแคมเปญมาแล้วในปี 2020 เป้าหมายหลักของอิหร่านไม่ใช่การสนับสนุนผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลจากบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส

นอกเหนือจากเป้าหมายทางการเมืองในสหรัฐฯ แล้ว กลุ่ม APT42 ยังได้ขยายการโจมตีไปยังองค์กรทางการทูต รัฐบาล และหน่วยงานทางทหารของอิสราเอล โดยใช้เว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบสถาบันวิจัยและองค์กรสำคัญ เช่น Brookings Institution และ Washington Institute for Near East Policy เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูล

กลยุทธ์การโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น

วิธีการหลักที่ APT42 ใช้คือ Phishing (ฟิชชิง) หรือการหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว โดยมีรูปแบบดังนี้:

  • สร้างหน้า Google Meet ปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
  • ล่อลวงเหยื่อให้สนทนาผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความ เช่น Telegram, WhatsApp หรือ Signal
  • ส่งชุดเครื่องมือฟิชชิงเพื่อดักจับรหัสผ่าน รวมถึงรหัสยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-factor authentication) และรหัสกู้คืนบัญชี

ในขณะที่ Google สามารถสกัดกั้นความพยายามในการเข้าสู่ระบบได้จำนวนมาก แต่มีรายงานว่าบางบัญชีถูกเจาะสำเร็จ โดยเฉพาะในฝั่งของทรัมป์ที่มีการรั่วไหลของเอกสารไปยังสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง The New York Times และ The Washington Post ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับปฏิบัติการ "Hack-and-Leak" (แฮกแล้วปล่อยข้อมูล) ของรัสเซียในปี 2016 นอกจากนี้ Roger Stone ที่ปรึกษาของทรัมป์ยังได้รับการแจ้งเตือนจาก Microsoft และ FBI ว่าบัญชี Gmail และ Microsoft ของเขาถูกบุกรุก

Image 7

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • กลุ่มผู้โจมตี: APT42 ซึ่งเชื่อมโยงกับกองกำลัง IRGC ของอิหร่าน
  • เป้าหมาย: แคมเปญเลือกตั้งทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต รวมถึงหน่วยงานของอิสราเอล
  • วิธีการ: ใช้การทำ Phishing ผ่านหน้าเว็บปลอมและแอปพลิเคชันส่งข้อความ
  • วัตถุประสงค์: จารกรรมข้อมูลเพื่อประเมินและส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
  • สถานะปัจจุบัน: FBI กำลังดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน
สรุปการเปรียบเทียบการโจมตีทางไซเบอร์โดย APT42
หัวข้อเปรียบเทียบ การจารกรรมทั่วไป (Espionage) ปฏิบัติการสร้างอิทธิพล (Influence Operations)
เป้าหมายหลัก แอบเก็บข้อมูลลับอย่างเงียบๆ เจาะข้อมูลแล้วนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
ผลลัพธ์ที่ต้องการ ความได้เปรียบด้านข้อมูลข่าวสาร สร้างความปั่นป่วนหรือเปลี่ยนทัศนคติทางการเมือง
ตัวอย่างเหตุการณ์ การเข้าถึงอีเมลเจ้าหน้าที่รัฐ การส่งเอกสารที่แฮกได้ให้แก่สำนักข่าว

คำถามที่พบบ่อย

APT42 คือใครและมีความเกี่ยวข้องกับใคร?

APT42 คือกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งเชื่อกันว่าทำงานภายใต้คำสั่งของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) โดยมุ่งเน้นการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ในระดับรัฐ

ทำไมแฮกเกอร์ถึงโจมตีทั้งสองพรรคการเมือง?

เพราะเป้าหมายไม่ใช่การช่วยให้ใครชนะการเลือกตั้ง แต่เป็นการเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อที่อิหร่านจะได้เตรียมรับมือหรือวางแผนยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางได้อย่างถูกต้อง

วิธีการ Phishing ที่กลุ่มนี้ใช้มีลักษณะอย่างไร?

กลุ่มนี้จะใช้การปลอมแปลงหน้าเว็บ เช่น Google Meet หรือใช้การพูดคุยผ่านแอปแชทเพื่อสร้างความไว้ใจ ก่อนจะส่งลิงก์หรือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อขโมยรหัสผ่านและรหัสยืนยันตัวตน (2FA) ของเหยื่อ

เหตุการณ์นี้แตกต่างจากการแทรกแซงของรัสเซียในปี 2016 อย่างไร?

ในแง่ของวิธีการมีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะการแฮกแล้วปล่อยข้อมูล (Hack-and-Leak) แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามไม่ได้มาจากรัสเซียเพียงประเทศเดียว แต่มีการขยายตัวไปยังกลุ่มผู้เล่นอื่น เช่น อิหร่าน ซึ่งทำให้สถานการณ์ความมั่นคงทางไซเบอร์ซับซ้อนยิ่งขึ้น