แอป Nudify ภัยเงียบจาก AI ที่สร้างรายได้มหาศาลบนความทุกข์ของเหยื่อ

ในโลกออนไลน์ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่เรียกว่า Nudify หรือ Undress ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้) ในการเปลี่ยนภาพถ่ายปกติให้กลายเป็นภาพเปลือยโดยที่เจ้าของภาพไม่ยินยอม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง แต่ยังนำไปสู่การสร้างสื่อลามกอนาจารเด็กและการคุกคามทางเพศในวงกว้าง

ผลการวิจัยล่าสุดจาก Indicator ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบการหลอกลวงทางดิจิทัล พบว่าธุรกิจมืดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและสร้างกำไรมหาศาล โดยมีการวิเคราะห์เว็บไซต์ประเภทนี้จำนวน 85 แห่ง พบว่ามีผู้เข้าใช้งานเฉลี่ยรวมกันถึง 18.5 ล้านคนต่อเดือนในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าสามารถสร้างรายได้รวมกันสูงถึง 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจมืด: การสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี

สิ่งที่น่าตกใจคือ เว็บไซต์เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินงานอย่างโดดเดี่ยว แต่กลับพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและเข้าถึงได้ง่าย

  • Amazon และ Cloudflare: ให้บริการด้านโฮสติ้ง (Hosting) หรือการฝากไฟล์เว็บไซต์ และระบบส่งข้อมูล (Content Delivery Network) ให้กับเว็บไซต์ Nudify ถึง 62 จาก 85 แห่ง
  • Google: ระบบการลงชื่อเข้าใช้ (Sign-on system) ของ Google ถูกนำไปใช้ในเว็บไซต์เหล่านี้ถึง 54 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกได้อย่างรวดเร็ว

ทางด้านตัวแทนจาก Amazon Web Services (AWS) และ Google ได้ระบุว่าพวกเขามีนโยบายที่ชัดเจนในการห้ามเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือการคุกคาม และจะดำเนินการระงับการให้บริการทันทีเมื่อได้รับรายงานการละเมิด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแนวทางแบบปล่อยปละละเลย (Laissez-faire) ของซิลิคอนวัลเลย์ต่อ AI รุ่นใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ยังคงอยู่รอดได้

กลไกการทำงานและการสร้างรายได้

บริการเหล่านี้เริ่มต้นจากการพัฒนาเครื่องมือสร้าง Deepfakes (การใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอปลอมที่ดูสมจริง) ตั้งแต่ปี 2019 โดยเปลี่ยนจากการเป็นโปรเจกต์เล็กๆ กลายเป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์เต็มรูปแบบ

โมเดลธุรกิจหลักคือการขาย "เครดิต" หรือระบบสมาชิกรายเดือน เพื่อให้ผู้ใช้นำภาพจากโซเชียลมีเดียมาดัดแปลงเป็นภาพลามก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเหยื่อ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกเพื่อนร่วมชั้นนำภาพไปตัดต่อเพื่อกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งภาพเหล่านี้เมื่อหลุดไปในอินเทอร์เน็ตแล้ว การลบออกให้หมดสิ้นนั้นทำได้ยากยิ่ง

สรุปข้อมูลสถิติและผลกระทบของเว็บไซต์ Nudify
หัวข้อ รายละเอียด/ตัวเลข หมายเหตุ
จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกวิเคราะห์ 85 แห่ง โดย Indicator
ผู้เข้าชมเฉลี่ยต่อเดือน 18.5 ล้านคน รวมทุกเว็บไซต์ที่สำรวจ
รายได้โดยประมาณต่อปี 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการประมาณการขั้นต่ำ
ประเทศที่มีผู้ใช้สูงสุด สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, บราซิล, เม็กซิโก, เยอรมนี 5 อันดับแรก

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การพรางตัว: ผู้สร้างเว็บ Nudify ใช้วิธีสร้าง "เว็บไซต์ตัวกลาง" เพื่อหลอกระบบของ Google ให้เข้าใจว่าเป็น URL อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนบัญชีนักพัฒนา
  • การขยายตัว: มีการใช้โปรแกรม Affiliate (ระบบแนะนำเพื่อน) และการจ้างผู้แสดงหนังผู้ใหญ่ทำวิดีโอโปรโมตเพื่อดึงดูดผู้ใช้
  • ความเสี่ยงเพิ่มเติม: แฮกเกอร์ชาวรัสเซียได้สร้างเว็บไซต์ Nudify ปลอมที่แฝงมัลแวร์เพื่อโจมตีผู้ที่หลงเชื่อเข้าไปใช้งาน
  • การบังคับใช้กฎหมาย: เริ่มมีการเคลื่อนไหว เช่น การฟ้องร้องโดยอัยการเมืองซานฟรานซิสโก และกฎหมาย Take It Down Act ในสหรัฐฯ รวมถึงกฎหมายในสหราชอาณาจักรที่กำหนดให้การสร้าง Deepfake ลามกเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย

แอป Nudify ทำงานอย่างไร?

แอปเหล่านี้ใช้เทคโนโลยี Generative AI ในการวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายจากภาพถ่ายปกติ แล้วสร้างภาพจำลองส่วนเปลือยทับลงไป ทำให้ดูเหมือนว่าบุคคลในภาพไม่ได้สวมเสื้อผ้า ซึ่งเป็นการสร้างภาพปลอมที่สมจริง

ทำไมบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ถึงยังปล่อยให้เว็บเหล่านี้ใช้งานระบบของตนได้?

เนื่องจากผู้สร้างเว็บไซต์มักใช้วิธีการหลบเลี่ยง เช่น การใช้เว็บไซต์ตัวกลางในการลงทะเบียน หรือการเปลี่ยน URL บ่อยครั้ง ทำให้ระบบตรวจจับอัตโนมัติของบริษัทเทคโนโลยีไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ในทันที

เหยื่อที่ถูกนำภาพไปตัดต่อควรทำอย่างไร?

ควรเก็บหลักฐานการกระทำผิด และรายงานไปยังแพลตฟอร์มที่ภาพนั้นปรากฏ นอกจากนี้ในบางประเทศมีกฎหมายคุ้มครองและหน่วยงานที่ช่วยประสานงานในการลบเนื้อหาที่ไม่ยินยอมออกจากอินเทอร์เน็ต

การสร้างภาพ Deepfake ลามกมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่?

ในปัจจุบันหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายลงโทษอย่างรุนแรง เช่น ในสหราชอาณาจักรที่กำหนดให้การสร้าง Deepfake ลามกเป็นความผิดทางอาญา และในสหรัฐฯ ที่มีกฎหมายบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต้องลบภาพเหล่านี้อย่างรวดเร็ว