สงครามไซเบอร์อิหร่าน: กลยุทธ์ปั่นหัวและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อควบคุมประชาชน
ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการเด็ดขาดในการควบคุมประชากรภายในประเทศ ทั้งการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและการจับกุมผู้เห็นต่าง แต่เมื่อก้าวพ้นพรมแดนทางกายภาพและดิจิทัล รัฐบาลกลับต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้ลี้ภัยและนักกิจกรรมที่ใช้ VPN เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก
เพื่อตอบโต้กระแสต่อต้าน กองทัพไซเบอร์ของอิหร่าน หรือที่เรียกกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า Cyberi จึงได้นำกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและแยบยลมาใช้เพื่อบิดเบือนความจริง สร้างความสับสน และทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเกิดความไม่สงบทางการเมือง
กลยุทธ์การโจมตีทางไซเบอร์: จากการเจาะระบบสู่การสร้างความเชื่อใจ
หนึ่งในวิธีการดั้งเดิมที่ยังคงถูกนำมาใช้คือ Spear-phishing (การส่งอีเมลหลอกลวงแบบระบุเป้าหมาย) ซึ่งกลุ่มแฮกเกอร์อย่าง Charming Kitten รวมถึงกลุ่ม TA453 และ APT42 ที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มักใช้การปลอมตัวเป็นนักข่าวหรือนักวิจัยเพื่อหลอกล่อให้เป้าหมายคลิกลิงก์อันตรายผ่านการขอสัมภาษณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป้าหมายระดับสูงเริ่มรู้เท่าทัน Amin Sabeti ผู้ก่อตั้ง CERTFA ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์ได้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ Domino Effect โดยการโจมตีบุคคลที่มีโปรไฟล์ต่ำกว่าเพื่อขโมยข้อมูลประจำตัว จากนั้นจึงใช้บัญชีที่ถูกแฮกเหล่านั้นสร้างความเชื่อใจเพื่อเข้าถึงบุคคลสำคัญในเครือข่าย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างมากในการเจาะเข้าถึงกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน
การแทรกซึมผ่านการสร้างตัวตนปลอม
นอกจากการโจมตีทางเทคนิคแล้ว ยังมีการสร้าง Sock puppet accounts (บัญชีปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ) โดยแฝงตัวเป็นผู้สนับสนุนการประท้วงหรือนักวิชาการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับกลุ่มต่อต้านเป็นระยะเวลานาน ก่อนจะใช้บัญชีเหล่านั้นในการหลอกลวงหรือเก็บข้อมูลลับ
ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารและการสร้างความระแวง
เป้าหมายหลักของรัฐบาลอิหร่านไม่ใช่เพียงการทำให้คนเชื่อในคำโกหก แต่คือการสร้างสภาวะที่ "ไม่มีใครเชื่อใครได้เลย" Simin Kargar จาก Atlantic Council อธิบายว่าการปล่อยข้อมูลเท็จจำนวนมหาศาลท่ามกลางความวุ่นวายของการประท้วง ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้ยาก และนำไปสู่บรรยากาศแห่งความกลัวและความไม่ไว้วางใจ
| กลยุทธ์ | วิธีการดำเนินการ | เป้าหมายหลัก |
|---|---|---|
| การเบี่ยงเบนความสนใจ | สร้างข่าวปลอมเรื่องการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ | ดึงความสนใจออกจากเหตุการณ์ประหารชีวิตจริง |
| การทำลายชื่อเสียง | ปล่อยข้อมูลส่วนตัวหรือภาพหลุดที่น่าอับอาย | ลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้นำฝ่ายต่อต้าน |
| การสร้างความแตกแยก | ใช้บัญชีปลอมยุยงให้กลุ่มต่อต้านทะเลาะกันเอง | ทำลายความเป็นเอกภาพของฝ่ายค้าน |
| การบิดเบือนกระแส | ใช้แฮชแท็กปลอมหรือปั่นแฮชแท็กฝ่ายตรงข้าม | เปลี่ยนทิศทางการสนทนาในโซเชียลมีเดีย |
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของบัญชี Twitter ชื่อ Jupiter ที่ประกาศว่า "ผู้พิพากษาแห่งความตาย" (Abolqasem Salavati) ถูกสังหาร ซึ่งสร้างความดีใจให้กับผู้คนจำนวนมากในขณะที่รัฐบาลกำลังประหารชีวิตผู้ประท้วงสองรายในคืนเดียวกัน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการใช้ข้อมูลเท็จเพื่อเป็นฉากบังหน้าปฏิบัติการที่โหดร้าย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- Cyberi คือคำเรียกกลุ่มปฏิบัติการไซเบอร์ของรัฐบาลอิหร่านที่เน้นการบิดเบือนข้อมูล
- กลยุทธ์ Domino Effect คือการแฮกบุคคลใกล้ชิดเพื่อใช้เป็นสะพานเข้าถึงเป้าหมายหลัก
- เป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่การโน้มน้าวให้เชื่อ แต่เป็นการสร้างความระแวงจนไม่สามารถไว้วางใจใครได้
- การเก็บข้อมูลระยะยาว กลุ่มแฮกเกอร์มักเก็บข้อมูลลับไว้หลายปีและเลือกปล่อยในจังหวะที่สร้างความเสียหายได้สูงสุด
คำถามที่พบบ่อย
รัฐบาลอิหร่านใช้ Spear-phishing อย่างไร?
มักปลอมตัวเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น นักข่าวจากสำนักข่าวระดับโลก หรือนักวิจัย เพื่อส่งลิงก์หลอกลวงผ่านคำขอสัมภาษณ์ เพื่อขโมยข้อมูลจากเป้าหมายที่เป็นนักวิชาการหรือนักกิจกรรม
ทำไมการสร้างความไม่ไว้วางใจถึงเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล?
เพราะในสภาวะที่ผู้คนไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากเรื่องโกหกได้ ความร่วมมือระหว่างกลุ่มต่อต้านจะลดลง และเกิดความระแวงว่าคนรอบข้างอาจเป็นสายลับของรัฐบาล
กลุ่ม Charming Kitten คือใคร?
เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งมีชื่อเสียงในการโจมตีเป้าหมายในตะวันตกผ่านการปลอมตัวและหลอกล่อทางจิตวิทยา
การใช้แฮชแท็กในโซเชียลมีเดียถูกบิดเบือนอย่างไร?
กองทัพไซเบอร์จะเข้าไปแทรกซึมในแฮชแท็กของฝ่ายต่อต้าน แล้วส่งข้อมูลเท็จเข้าไปจำนวนมาก หรือสร้างแฮชแท็กที่ตรงกันข้ามเพื่อเปลี่ยนกระแสสังคม เช่น การเปลี่ยนจาก "อย่าประหาร" เป็น "จงประหาร"



