ศึก Ride-sharing ในงาน SXSW: เมื่อ SideCar ท้าทายกฎหมาย แต่ Lyft เลือกใช้กลยุทธ์ขี่หลังสร้างกระแส
ในงานเทศกาลนวัตกรรมระดับโลกอย่าง South By Southwest (SXSW) ณ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการกว่า 24,000 คน กลายเป็นสมรภูมิการตลาดของสองสตาร์ทอัพผู้ให้บริการ Ride-sharing หรือบริการแบ่งปันรถร่วมเดินทางที่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการเสนอการเดินทางเพื่อแลกกับเงินบริจาค ซึ่งทั้งสองบริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายใหญ่คือ กฎหมายท้องถิ่นของเมืองออสตินที่ระบุว่าแอปพลิเคชันประเภทนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย
กลยุทธ์ที่แตกต่าง: ความกล้าหาญ vs ความคิดสร้างสรรค์
แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายเหมือนกัน แต่ SideCar และ Lyft กลับเลือกเดินคนละเส้นทางในการบุกตลาดงาน SXSW ครั้งนี้
SideCar: ท้าทายอำนาจรัฐเพื่อชิงพื้นที่ตลาด
SideCar เลือกที่จะเดินหน้าให้บริการอย่างเต็มตัวโดยไม่สนคำสั่งห้ามของเมืองออสติน หลังจากที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการ HeyRide แอปฯ ท้องถิ่นในพื้นที่ โดย SideCar มุ่งเน้นการจับคู่คนขับและผู้โดยสารเพื่อรับเงินบริจาค นอกจากนี้ยังสร้างพันธมิตรกับแบรนด์ดังอย่าง Tumblr, Twitter และ Spotify เพื่อให้บริการรถรับส่งฟรีไปยังงานปาร์ตี้สุดฮอต เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ทดลองใช้บริการและเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าประจำในระยะยาว
Lyft: เปลี่ยนวิกฤตเป็นแคมเปญการตลาดสุดแปลก
ในทางกลับกัน Lyft เลือกที่จะไม่เปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันจริงในออสติน โดยอ้างว่าระบบยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดตัวในเมืองนี้ แต่เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่ม Early Adopters (กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ ที่ชอบลองเทคโนโลยีใหม่) Lyft จึงนำเสนอ "Piggyback Rides" หรือบริการรับส่งด้วยการให้ขี่หลังแทนการใช้รถ
ผู้ที่จองบริการนี้จะพบกับทีมงาน "Piggybackers" ที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์ประจำแบรนด์อย่าง หนวดสีชมพู ลูกโป่งสีชมพู การทักทายด้วยการชนหมัด (Friendly Fist Bump) และของขวัญพิเศษ ซึ่ง John Zimmer ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ Lyft ระบุว่านี่คือการสร้างกระแสแบบปากต่อปากเพื่อให้คนจดจำแบรนด์ในฐานะผู้ที่ทำให้ผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น
ทั้งนี้ Lyft ยืนยันว่าทีมงานที่ให้บริการขี่หลังทุกคนผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับมาตรฐานของคนขับรถในระบบ
ข้อขัดแย้งทางกฎหมายในเมืองออสติน
กรมการขนส่งของเมืองออสตินยืนยันว่า บริการ Ride-sharing นั้นผิดกฎหมาย เนื่องจากข้อบัญญัติของเมืองกำหนดให้รถแท็กซี่ รถสามล้อถีบ (Pedicabs) และรถลิมูซีนทุกคันต้องได้รับการจดทะเบียนและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง การปล่อยให้บุคคลทั่วไปผันตัวมาเป็นคนขับรถรับจ้างผ่านแอปฯ จึงเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน
Sunil Patil CEO ของ SideCar ได้แสดงจุดยืนผ่านบล็อกส่วนตัว โดยโต้แย้งว่าการแบ่งปันรถร่วมเดินทางไม่ใช่บริการแท็กซี่ผิดกฎหมาย และผู้ใช้งานไม่ควรถูกมองว่าเป็นอาชญากร ซึ่งแนวทางการต่อสู้กับหน่วยงานกำกับดูแลนี้ มีความคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ที่ Uber เคยใช้ในหลายเมือง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | SideCar | Lyft |
|---|---|---|
| แนวทางการดำเนินงาน | ให้บริการจริงและรับเงินบริจาค | จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (ขี่หลัง) |
| ท่าทีต่อกฎหมาย | ท้าทายและปฏิเสธข้อกล่าวหา | หลีกเลี่ยงโดยไม่เปิดตัวแอปฯ จริง |
| เป้าหมายหลัก | สร้างฐานผู้ใช้และให้ทดลองใช้จริง | สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) |
| จุดเด่นในงาน | รถรับส่งฟรีสำหรับงานปาร์ตี้แบรนด์ดัง | หนวดสีชมพูและบริการขี่หลัง |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- จำนวนผู้เข้าร่วม: งาน SXSWi มีผู้เข้าร่วมกว่า 24,000 คน ทำให้การเดินทางในเมืองติดขัด
- สถานะทางกฎหมาย: เมืองออสตินถือว่าแอปฯ Ride-sharing ผิดกฎหมายหากไม่มีใบอนุญาตขนส่ง
- ความเสี่ยง: เมืองออสตินอาจใช้วิธีแฝงตัวเรียกใช้บริการเพื่อจับกุมและปรับคนขับและบริษัท
- การขยายตัว: SideCar เปิดให้บริการแล้วใน 5 เมือง และกำลังเตรียมบุกชิคาโกและนิวยอร์ก
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Lyft ถึงไม่เปิดตัวแอปพลิเคชันจริงในงาน SXSW?
Lyft ระบุว่าระบบยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดตัวในเมืองออสติน แม้จะให้บริการในซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสแล้วก็ตาม แต่บริษัทต้องการสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ จึงใช้กิจกรรมการตลาดแทน
บริการ Piggyback Rides ของ Lyft คืออะไร?
คือแคมเปญโปรโมตแบรนด์ที่ให้ทีมงานรับส่งผู้ร่วมงานด้วยการให้ขี่หลัง โดยเน้นความสนุกสนานและการสร้างภาพจำผ่านสัญลักษณ์สีชมพู เพื่อสื่อถึงความเป็นมิตรและการเชื่อมโยงผู้คน
SideCar มีวิธีการรับมือกับกฎหมายของเมืองออสตินอย่างไร?
SideCar เลือกที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปโดยโต้แย้งว่าบริการของตนไม่ใช่บริการแท็กซี่ แต่เป็นการแบ่งปันการเดินทาง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Uber เคยใช้ในการเผชิญหน้ากับหน่วยงานรัฐ
เมืองออสตินมีมาตรการจัดการกับแอปฯ Ride-sharing อย่างไร?
ทางเมืองระบุว่ารถรับจ้างทุกประเภทต้องมีใบอนุญาต และอาจใช้วิธีการเรียกใช้บริการผ่านแอปฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานในการออกใบสั่งและปรับทั้งคนขับและผู้ให้บริการ



