ศพนิรนามในสหรัฐฯ กับการต่อสู้ของอาสาสมัครออนไลน์เพื่อคืนชื่อให้ผู้ล่วงลับ
ในปี 2021 หญิงผิวดำรายหนึ่งเสียชีวิตจากการกระโดดสะพานบรูคลิน แม้เธอจะมีจุดสังเกตที่ชัดเจน ทั้งยาทาเล็บสีชมพูสด เจาะคิ้วซ้าย และรอยสักหลายแห่ง แต่เวลาผ่านไปถึงสองปี ตัวตนของเธอกลับยังคงเป็นปริศนา เรื่องราวนี้สะท้อนถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสหรัฐอเมริกา เมื่อร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากไม่สามารถระบุชื่อได้
Rionna Lee หญิงสาววัย 24 ปี ผู้เติบโตมากับเรื่องราวการขนย้ายร่างผู้เสียชีวิตจากแม่ของเธอ เริ่มตระหนักถึงความเจ็บปวดของครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะระบุตัวตน เธอจึงตัดสินใจใช้พลังของโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกลุ่มคนที่มักถูกสังคมมองข้าม
วิกฤตศพนิรนามและช่องว่างของระบบรัฐ
ข้อมูลจากปี 2004 ระบุว่าในแต่ละปีมีศพนิรนามรายใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยถึง 4,400 ราย ขณะที่มีผู้สูญหายทั่วประเทศสูงถึง 600,000 คน แม้จะมีระบบ NamUs (National Missing and Unidentified Persons System) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่นิติเวชและตำรวจประสานงานกัน แต่ในความเป็นจริงมีเพียง 10 รัฐเท่านั้นที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องลงข้อมูลในระบบนี้ ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้าหน้าที่
Lee พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้คดีถูกคลี่คลายได้คือ "เงินทุน" คดีที่มีผู้สนับสนุนทางการเงินหรือได้รับความสนใจจากสาธารณะมักเข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Othram บริษัทนิติพันธุศาสตร์ที่ช่วยไขคดีดังๆ ได้มากมาย ในขณะที่กลุ่มคนชายขอบ เช่น คนไร้บ้าน กลุ่มผู้ใช้สารเสพติด หรือกลุ่ม LGBTQ+ มักถูกละเลยเนื่องจากขาดทรัพยากรในการสืบสวน
| หัวข้อ | รายละเอียด/ตัวเลข |
|---|---|
| จำนวนศพนิรนามรายใหม่ต่อปี | ประมาณ 4,400 ราย |
| จำนวนผู้สูญหายรวมทั่วประเทศ | ประมาณ 600,000 คน |
| ค่าใช้จ่ายในการระบุตัวตนต่อเคส | 2,500 - 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| ระบบฐานข้อมูลหลัก | NamUs |
จาก TikTok สู่ชุมชนอาสาสมัครนักสืบออนไลน์
Lee เริ่มต้นสร้างตัวตนบน TikTok ในปี 2021 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ แม้ในช่วงแรกจะยากลำบากเนื่องจากกฎระเบียบของแพลตฟอร์มที่ห้ามลงภาพที่น่าสยดสยอง แต่เธอใช้วิธีนำเสนอสิ่งของที่พบพร้อมศพ เช่น เข็มขัดแบรนด์หรู เพื่อกระตุ้นความสงสัยของผู้ชม จนกระทั่งคลิปคดีหญิงผิวดำในนิวเจอร์ซีย์กลายเป็นไวรัลที่มีผู้เข้าชมกว่า 6 แสนครั้ง
ต่อมาเธอได้ก่อตั้งกลุ่ม Facebook ชื่อ Thee Unidentified & Unsolved ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 39,000 คน กลุ่มนี้กลายเป็นพื้นที่ที่อาสาสมัครช่วยกันค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบภาพสเก็ตช์ และตรวจสอบโปรไฟล์โซเชียลมีเดียเพื่อระบุตัวตนผู้เสียชีวิต ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างที่รัฐไม่สามารถทำได้

ดาบสองคมของเทคโนโลยี AI และการจดจำใบหน้า
ปัจจุบันมีการนำ PimEyes ซึ่งเป็นเครื่องมือค้นหาใบหน้า (Facial Recognition Search Engine) มาใช้ในกลุ่มอาสาสมัคร เครื่องมือนี้สามารถสแกนภาพจากห้องเก็บศพและค้นหาภาพที่คล้ายกันจากทั่วอินเทอร์เน็ตได้ในเวลาไม่กี่วินาที
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในด้าน ความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลชีวมาตร (Biometric Data) ของผู้คนนับพันล้านคนโดยไม่ได้รับความยินยอม นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า AI อาจเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่การแจ้งข่าวร้ายกับครอบครัวผู้สูญหายอย่างผิดตัว
ปัจจัยซ้ำเติม: วิกฤตยาเสพติดและงบประมาณที่จำกัด
สถานการณ์ในปัจจุบันเลวร้ายลงเนื่องจากวิกฤต ฟินทานิล (Fentanyl - ยาเสพติดสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์รุนแรง) ซึ่งทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนห้องเก็บศพในหลายเมือง เช่น เซียตเทิล และฟิลาเดลเฟีย ต้องรับภาระหนักเกินขีดจำกัด
เจ้าหน้าที่นิติเวชต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และขาดแคลนงบประมาณในการขุดศพขึ้นมาตรวจ หรือการสกัด DNA ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ศพจำนวนมากต้องถูกทิ้งไว้โดยไม่มีชื่อเรียก
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเหลื่อมล้ำ: การระบุตัวตนผู้เสียชีวิตมักขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมและเงินทุนสนับสนุน
- บทบาทโซเชียล: กลุ่มอาสาสมัครออนไลน์ช่วยให้หลายครอบครัวได้รับคำตอบและสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตกลับไปประกอบพิธีได้
- ความเสี่ยง AI: การใช้เครื่องมือจดจำใบหน้าช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่แลกมาด้วยการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความเสี่ยงในการระบุตัวตนผิดพลาด
- วิกฤตสาธารณสุข: การระบาดของยาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ทำให้ระบบนิติเวชของสหรัฐฯ รับภาระหนักจนไม่สามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้ครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมศพจำนวนมากในสหรัฐฯ ถึงไม่สามารถระบุตัวตนได้?
สาเหตุหลักมาจากขาดแคลนงบประมาณในการตรวจ DNA และการสืบสวนเชิงลึก รวมถึงการขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างรัฐ และวิกฤตยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะจัดการได้ทัน
NamUs คืออะไรและทำงานอย่างไร?
NamUs คือระบบฐานข้อมูลกลางของสหรัฐฯ ที่รวบรวมข้อมูลคนหายและศพนิรนาม เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนช่วยกันจับคู่ข้อมูลเพื่อระบุตัวตนผู้เสียชีวิต
การใช้ PimEyes ในการหาคนหายมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?
ข้อดีคือความรวดเร็วในการค้นหาภาพที่คล้ายกันจากทั่วโลก แต่ข้อเสียร้ายแรงคือการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลทั่วไปที่ถูกเก็บข้อมูลใบหน้าไว้ในระบบ และความเสี่ยงที่จะระบุตัวตนผิดพลาด
กลุ่ม Thee Unidentified & Unsolved ช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญหายได้อย่างไร?
กลุ่มนี้ใช้การเผยแพร่ข้อมูลและรูปภาพของผู้เสียชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ญาติหรือคนรู้จักที่อาจไม่ทราบข่าวได้เห็นและเข้ามาแจ้งระบุตัวตน ซึ่งช่วยให้ครอบครัวหลายรายได้รับความชัดเจนและนำร่างผู้เสียชีวิตกลับบ้านได้


